สรุป
อาการของจิต โทสะ โมหะ โลภะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน สุขใจ ทุกข์ใจ สมาธิ ฌาน
โกรธ มีแต่ไม่เอา อาการของไม่เอา ได้แก่
มีสติ ไม่ยึดถือ ปล่อยวางโดยปัญญาญาณว่า ไม่ใช่ของเรา, อุเบกขา
มีสติ ไม่ไปคิดนึก ปรุงแต่งต่อล้อต่อเถียง
อนัตตา ความเป็นของ มิใช่ตัวตน หรือไม่มีตัวตนที่เป็นของตนเองจริง มวลรวมหรือสิ่งที่คิดว่าตัวตนนั้นแท้จริงเป็นเพียงการประกอบกันขึ้นเป็นชั่วขณะๆ ของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมเป็นปัจจัยปรุงแต่งแก่กันและกัน แท้จริงตัวตนจึงไม่มีหรือเป็นของสูญ มวลรวมหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นตัวตนนั้นแท้จริงจึงแปรปรวนไปตามเหล่าเหตุปัจจัยนั้นๆ ตามหลักอิทัปปัจจยตา มันจึงย่อมเป็นไปเช่นนี้เอง กล่าวคือตามเหตุปัจจัย มันจึงไม่อยู่ในอำนาจของใคร จึงไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนเรา
เจตสิก ธรรมที่ประกอบกับจิต, อาการหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิต เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ศรัทธา เมตตา สติ ปัญญา เป็นต้น มี ๕๒ อย่าง จัดเป็น
จิตตานุปัสสนา
กำหนดรู้จิตตามสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนั้นๆ เช่น
เพราะเป็นอนัตตา เมื่อเหตุปัจจัยครบองค์(ประกอบ) ผลก็ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจจยตา มันเป็นเช่นนี้เอง ด้วยเหตุนี้แล
จึงไม่ยึดมั่นหมายมั่นใดๆ เพราะมันเป็นเช่นนี้เอง
อนัตตา-เป็นของไม่ใช่ตัวตน ของมันเองอย่างแท้จริง เพราะตัวตนที่ผัสสะได้นั้นๆเป็นเพียงองค์ประกอบหรือมวลของเหตุปัจจัยต่างที่ปรุงแต่งกัน
เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนแท้จริง เพราะเกิดจากเหตุปัจจัย จึงย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในร่างกายนี้ ว่าขอรูปจงเป็นอย่างนี้เถิด จงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย
แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ควรหรือหนอที่จะไปยึดยึดเหนี่ยวว่าเป็นเราหรือของเรา
สิ่งทั้งปวง ล้วนไม่เที่ยง จึงเป็นทุกข์ในที่สุด เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนให้เป็นเจ้าของได้ สิ่งทั้งปวงจึงเป็นเพียงเครื่องรู้ เครื่องระลึกว่าไม่ยึดมั่นหมายใดๆเพราะว่า มันคงเกิด มี เป็น เช่นนี้เอง
อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน ของมันเองอย่างแท้จริง หรือไม่มีตัวตนแท้จริง
อุปาทาน - ความยึดมั่น, ความถือมั่นด้วยอำนาจกิเลส, ความยึดติด อันเนื่องมาแต่ตัณหา โดยผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
สติปัฏฐาน ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติ, ข้อปฏิบัติมีสติเป็นประธาน, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง, การมีสติกำกับดูสิ่งต่างๆ และความเป็นไปทั้งหลาย โดยรู้เท่าทันตามสภาวะของมัน ไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ที่ทำให้มองเห็นเพี้ยนไปตามอำนาจกิเลส มี ๔ อย่างคือ
๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันกายและเรื่องทางกาย
๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันเวทนา
๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันจิต
หรือสภาพและอาการของจิต
๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม, การมีสติกำกับดูรู้เท่าทันธรรม
เรียกสั้นๆ ว่า กาย เวทนา จิต ธรรม;
อนิจจลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนิจจะ,
ลักษณะที่ไม่เห็นว่าเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้นและสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้ว
ก็ไม่มี
๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ
๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ
๔. แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว;
ทุกขลักษณะ เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์,
ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์คือ
๑. ถูกการเกิดขึ้น
และการดับสลาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
๒. ทนได้ยาก
(คือ ทนอยู่ด้วยได้ยากลำบาก) หรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
๓. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
๔. แย้งต่อสุข
หรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข;
อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,
ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
๑. เป็นของสูญ คือ เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆทั้งหลาย
ซึ่งย่อยลงไปได้ถึงระดับปรมาณู ซึ่งส่วนย่อยๆระดับปรมาณูนี้
ล้วนแต่ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ
๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ จึงไม่เป็นของใครจริง
๓. เมื่อไม่เป็นของใครจึง
ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆทั้งสิ้น
๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นตามธรรมดาของมันหรือธรรมชาติ
เช่น ธรรมที่เป็นสังขตะ คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ
๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา
เป็นของมิใช่ตัวตน ของมันเองโดยแท้จริง เพราะตัวตนที่ผัสสะทั้งปวงนั้นล้วนเป็นเพียงกลุ่มก้อนหรือมวลรวมของเหล่าเหตุต่างๆที่มาประชุมปรุงแต่งกัน
ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า เวทนามีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้(หรือเครื่องรับรู้ที่เกิดขึ้น) เพียงสักว่าอาศัยระลึก(เพื่อใช้งาน)เท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ,ความยึดมั่น)ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก(ไม่ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ดังด้วยการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง)
เครื่องรับรู้ เพื่อการใช้งานในชีวิต เช่น ลิ้นกระทบรสอาหาร ย่อมได้รสอร่อย หรือไม่อร่อย ซึ่งเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งต้องเกิดขึ้นนั่นเอง ไม่เกิดก็ไม่ได้ จึงให้เป็นเพียงเครื่องรับรู้เพื่อการดำเนินชีวิตเท่านั้นเอง
เวลาฝันทั่วไป มันไม่จริง เป็นของหลอกลวงแท้ๆ เกิดจากสัญญาต่างๆในอดีต มันผุดขึ้นมาเป็นธรรมารมณ์หรือความฝัน เกิดการผัสสะ ทั้งๆที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็มีมากกว่าเป็น 100 เท่า แต่เกิดเวทนาได้ และเกิดสังขารขันธ์อันเป็นทุกข์ขึ้นได้
รูป อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป (มันมีอยู่ มันเป็นเช่นนี้เอง)
เธอทั้งหลาย พึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ (สัมมาญาณ) ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
เวทนา อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา
เธอทั้งหลาย พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา
(ไม่ใช่ของเราอย่างจริงแท้แน่นอน, เพียงเกิดแต่เหตุปัจจัย ขึ้นระยะหนึ่ง แล้วต้องแปรปรวนดับไปเป็นที่สุดอย่างจริงแท้แน่นอน).
สัญญา อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสัญญา
เธอทั้งหลาย พึงเห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
สังขารขันธ์ทั้งหลาย อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร
เธอทั้งหลาย พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
วิญญาณ อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ
เธอทั้งหลาย พึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา.
[๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้
ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น, เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว
จักขายตนะ คือ จักขุซึ่งเป็นที่ประชุม เป็นที่เกิดนั่นเอง
สัญญาที่เกิดจากทวาร ๕ เป็น สัญญาหยาบ สัญยาที่เกิดจากมโนทวารเป็นสัญญาละเอียด อกุศลสัญญาเป็นสัญญาหยาบ กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็น สัญญาละเอียด
อกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม กุศลสัญญาและอัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต กุศลสัญญาและอกุศลสัญญาเป็นสัญญาทราม อัพยากตสัญญาเป็นสัญญาประณีต
สัญญาที่สัมปยุต(ประกอบด้วย)ด้วยทุกขเวทนา เป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต
สัญญาที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสัญญาทราม สัญญาที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นสัญญาประณีต
[๒๓] สังขารหยาบ สังขารละเอียด เป็นไฉน
อกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขาร
ละเอียด กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารหยาบ อัพยากตสังขารเป็น
สังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารหยาบ สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-
*เวทนาเป็นสังขารละเอียด สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารหยาบ สังขาร
ของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารละเอียด สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขาร
หยาบ สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารละเอียด
หรือพึงทราบสังขารหยาบสังขารละเอียด โดยอาศัยเทียบเคียงสังขาร
นั้นๆ เป็นชั้นๆ ไป
[๒๔] สังขารทราม สังขารประณีต เป็นไฉน
อกุศลสังขารเป็นสังขารทราม กุศลสังขารและอัพยากตสังขารเป็นสังขาร
ประณีต กุศลสังขารและอกุศลสังขารเป็นสังขารทราม อัพยากตสังขารเป็น
สังขารประณีต สังขารที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่
สัมปยุตด้วยสุขเวทนาและอทุกขมสุขเวทนาเป็นสังขารประณีต สังขารที่สัมปยุต
ด้วยสุขเวทนาและทุกขเวทนาเป็นสังขารทราม สังขารที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุข-
*เวทนาเป็นสังขารประณีต สังขารของผู้ไม่เข้าสมาบัติเป็นสังขารทราม สังขาร
ของผู้เข้าสมาบัติเป็นสังขารประณีต สังขารที่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขาร
ทราม สังขารที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นสังขารประณีต
หรือพึงทราบสังขารทรามสังขารประณีต โดยอาศัยเทียบเคียงสังขารนั้นๆ
เป็นชั้นๆ ไป
2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว,
จิตตานุปัสสนา สติพิจารณาใจที่เศร้าหมองหรือผ่องแผ้วเป็นอารมณ์ว่า
สักว่า ทำให้พอพ้นตัว เพียงแต่ว่า, เพียงแค่ว่า, เช่น อย่าสักแต่ว่าพูด. เพียงแต่ว่า...เท่านั้น เช่น สักแต่ว่ากวาดบ้าน ยังมีขี้ผงอยู่เลยสักว่าทำพอให้พ้นตัว.
สังขารขันธ์ กองของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย สิ่งที่ปรุงแต่งใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ ทางกาย วาจา ใจ
รูปอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป ซึ่งรูปนี้ก็ยังมีอยู่ทั้ง เกิด แ่ก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา แต่เธอพึงเห็นรูป(สติ)นั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า รูปนั่นไม่ใช่ของเรา รูปนั่นไม่ใช่เรา รูปนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา(คือสติทั้งเท่าทันและอุเบกขาปล่อยวาง) เพราะถ้ารูปเป็นของเราจริงแล้วไซร้ รูปนั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเอง และเราย่อมได้ตามปรารถนาในรูปนั้น ขอรูปเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอรูปเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะรูปไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย และย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในรูปนั้น ตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
เวทนา (คือความรู้สึกสุข ทุกข์ อทุกขมสุข ที่เกิดขึ้นทุกขณะที่เกิดการสัมผัส หรือผัสสะของอายตนะภายนอกทั้ง ๖ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ความคิดนึกหรือธรรมารมณ์) กับ อายตนะภายในทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)) แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก(ของตนหรือผู้อื่น) หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่เวทนาเท่านั้นเอง ที่เพียงเพื่อรู้ คือ แค่เป็นเครื่องรับรู้ เครื่องระลึก(ในการดำรงขันธ์คือชีวิต)เท่านั้นเอง ทั้งสุขเวทนา ทุกข์เวทนา อทุกขมสุข และเธอพึงเห็นเวทนา(มีสติ)นั้นด้วยปัญญาอันชอบ(ปัญญาญาณ) ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า เวทนานั่นไม่ใช่ของเรา เวทนานั่นไม่ใช่เรา เวทนานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะถ้าเวทนาเป็นของเราจริงแล้วไซร้ เวทนานั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน(เปลี่ยนแปลงไปเอง) และเราย่อมได้ตามปรารถนาในเวทนานั้นว่า ขอเวทนาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอเวทนาเราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะเวทนาไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา เวทนาจึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน อันเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ประชุมปรุงแต่งแก่กันและกัน และเราย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในเวทนานั้น เพราะเหตุที่แปรปรวนไปตามเหตุปัจจัยดังกล่าว อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสัญญา คือเพียงแค่สัญญา ที่พอให้รู้ คือเป็นเครื่องรู้ เครื่องระลึกเท่านั้นเอง และพึงระลึกรู้ว่ากระนั้นสัญญานี้ก็ยังคงมีอยู่ทั้งกุศลสัญญา อกุศลสัญญา เป็นธรรมดา แต่เธอพึงเห็นสัญญานั้น(สติ)ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า สัญญานั่นไม่ใช่ของเรา สัญญานั่นไม่เป็นเรา สัญญานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา(คือสติทั้งเท่าทันและอุเบกขา) เพราะถ้าสัญญาเป็นของเราจริงแล้วไซร้ สัญญานั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเอง และเราย่อมได้ตามปรารถนาในสัญญานั้น ขอสัญญาเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอสัญญาเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะสัญญาไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน และย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในสัญญานั้น เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
สังขารขันธ์ (สิ่งที่ปรุงแต่งใจ ให้เกิดการกระทำต่างๆ) ทั้งหลาย แม้อย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สังขารขันธ์เท่านั้นเอง ที่เพียงเพื่อรู้ คือ แค่เป็นเครื่องรับรู้ เครื่องระลึก(ในการดำรงขันธ์คือชีวิต)เท่านั้นเอง ทั้งกุศลสังขาร อกุศลสังขาร เป็นธรรมดา แต่เธอพึงเห็นสังขารนั้น(สติ)ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า สังขารนั่นไม่ใช่ของเรา สังขารนั่นไม่เป็นเรา สังขารนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา(คือสติทั้งเท่าทันและอุเบกขา) เพราะถ้าสังขารนั้นเป็นของเราจริงแล้วไซร้ สังขารนั้นไม่พึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน เราย่อมได้ตามปรารถนาในสังขารนั้น ขอสังขารเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอสังขารเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะสังขารไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธแปรปรวน และเราย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในสังขารนั้น เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
วิญญาณอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่วิญญาณ ไว้ใชงาน ที่เพียงเพื่อรู้ คือ แค่เป็นเครื่องรับรู้ เครื่องระลึก(ในการดำรงขันธ์คือชีวิต)เท่านั้นเอง ทั้งกุศลวิญญาณ และอกุศลวิญญาณ เป็นธรรมดา แต่เธอพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า วิญญาณ นั่นไม่ใช่ของเรา วิญญาณนั่นไม่เป็นเรา วิญญาณนั่นไม่ใช่ตนของเรา เพราะถ้าวิญญาณเป็นของเราจริงแล้วไซร้ วิญญาณนั้นต้องไม่พึงเป็นไปด้วยการอาพาธแปรปรวน(เปลี่ยนแปลงไปเอง) และเราย่อมได้ตามปรารถนาในวิญญาณนั้น ขอวิญญาณเราจงเป็นอย่างนี้เถิด ขอวิญญาณเราจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะวิญญาณไม่ใช่ของเรา จึงเป็นไปด้วยอาการอาพาธคือแปรปรวน และย่อมไม่ได้ตามปรารถนาในวิญญาณนั้น เพราะย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม หรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง
ดังนั้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด ทรามหรือปราณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดนี้ก็เป็นแต่สักว่าสังขารปรุงแต่ง พึงระลึกว่าสังขารแม้ปรุงแต่งก็ยังคงมีอยู่ แต่เธอพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า สังขารปรุงแต่งทั้งปวงล้วนไม่ใช่ของเรา สังขารทั้งปวงล้วนไม่ใช่เรา สังขารทั้งปวงล้วนไม่ใช่ตัวตนของเรา
อุเบกขา
อุเบกขา
1. ความวางใจเป็นกลาง ไม่เอนเอียงด้วยชอบหรือชัง, ความวางใจเฉยได้ ไม่ยินดียินร้าย เมื่อใช้ปัญญาพิจารณาเห็นผลอันเกิดขึ้นโดยสมควรแก่เหตุ และรู้ว่าพึงปฏิบัติต่อไปตามธรรม หรือตามควรแก่เหตุนั้น, ความรู้จักวางใจเฉยดู เมื่อเห็นเขารับผิดชอบตนเองได้ หรือในเมื่อเขาควรต้องได้รับผลอันสมควรแก่ความรับผิดชอบของเขาเอง, ความวางทีเฉยคอยดูอยู่ในเมื่อคนนั้นๆ สิ่งนั้นๆ ดำรงอยู่หรือดำเนินไปตามควรของเขาตามควรของมัน ไม่เข้าข้างไม่ตกเป็นฝักฝ่าย ไม่สอดแส่ ไม่จู้จี้สาระแน ไม่ก้าวก่ายแทรกแซง
อุเบกขา การวางใจเป็นกลาง วางทีเฉย เมื่อเห็นควรแก่เหตุ เมื่อมีการผัสสะแล้ว เกิดความรู้สึกอย่างไรก็ยังคงรู้สึกอย่างนั้นอันย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา แต่เป็นกลางด้วยการไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงความรู้สึกหรือนึกคิดต่างๆ คือวางทีเฉยโดยอาการของการไม่เข้าไปแทรกแซงปรุงแต่งด้วยถ้อยคิด(ความคิด) หรือกริยาจิต(อาการของจิตต่างๆ เช่น ชอบ ชัง ฯ)ใดๆ ในกิจหรือเรื่องนั้นๆ
ผู้ที่สวดมนต์นานๆ ขณะที่ต้องการถอนออกจากมิจฉาสมาธิ ที่เกิดการติดสุข หรือติดเพลินนั้น ให้ไหว้พระแล้วอธิษฐานจิตดังนี้ว่า ข้าพเจ้าของดเว้นการสวดมนต์ในขณะนี้เพื่อแก้ไขมิจฉาสมาธิเสียก่อน เพื่อให้ก้าวหน้าในธรรมในกาลข้างหน้า
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้นอย่างเดียวกัน
หรือ หรือว่าอุปาทานอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ฯ
พ. ดูกรภิกษุ อุปาทานกับอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น จะอย่างเดียวกันก็มิใช่
อุปาทานจะอื่นจากอุปาทานขันธ์ ๕ ก็มิใช่ ดูกรภิกษุ ความกำหนัดพอใจ ใน
อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแล เป็นตัวอุปาทานในอุปาทานขันธ์ ๕ นั้น
[๑๔๙] โสกะ เป็นไฉน
ความโศกเศร้า กิริยาโศกเศร้า สภาพโศกเศร้า ความแห้งผากภายใน
ความแห้งกรอบภายใน ความเกรียมใจ ความโทมนัส ลูกศรคือความโศก ของ
ผู้ที่ถูกกระทบด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค
ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า โสกะ [๑๕๐] ปริเทวะ เป็นไฉน
ความร้องไห้ ความคร่ำครวญ กิริยาร้องไห้ กิริยาคร่ำครวญ สภาพร้อง
ไห้ สภาพคร่ำครวญ ความบ่นถึง ความพร่ำเพ้อ ความร่ำไห้ ความพิไรร่ำ
กิริยาพิไรร่ำ สภาพพิไรร่ำ ของผู้ที่ถูกกระทบ ด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อม
โภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความเสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของ
ผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์
อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า ปริเทวะ
[๑๕๑] ทุกข์ เป็นไฉน
ความไม่สบายกาย ความทุกข์กาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์
อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส
อันใด นี้เรียกว่า ทุกข์
[๑๕๒] โทมนัส เป็นไฉน
ความไม่สบายใจ ความทุกข์ใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
อันใด นี้เรียกว่า โทมนัส
[๑๕๓] อุปายาส เป็นไฉน
ความแค้น ความขุ่นแค้น สภาพแค้น สภาพขุ่นแค้น ของผู้ที่ถูกกระ
ทบด้วยความเสื่อมญาติ ความเสื่อมโภคทรัพย์ ความเสื่อมเกี่ยวด้วยโรค ความ
เสื่อมศีล หรือความเสื่อมทิฏฐิ ของผู้ประกอบด้วยความเสื่อมอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของผู้ที่ถูกกระทบด้วยเหตุแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้เรียกว่า อุปายาส
จิตตสังขาร
[๒๗๙] พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรโปฏฐปาทะ ในสมณพราหมณ์เหล่านั้น พวกที่กล่าวอย่างนี้ว่า สัญญาของบุรุษ ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เกิดขึ้นเองดับไปเอง ความเห็น ของสมณพราหมณ์พวกนั้นผิดแต่ต้นทีเดียว. เพราะเหตุไร เพราะสัญญาของบุรุษมีเหตุ มีปัจจัย เกิดขึ้นก็มี ดับไปก็มี สัญญาอย่างหนึ่ง ย่อมเกิดขึ้นเพราะการศึกษาก็มี สัญญาอย่างหนึ่งย่อม ดับไปเพราะการศึกษาก็มี ก็ข้อที่จะพึงศึกษาเป็นไฉน ดูกรโปฏฐปาทะ พระตถาคตเสด็จอุบัติ ในโลกนี้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้วทรง รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม พระตถาคตพระองค์นั้น ทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง