อนัตตา
อนัตตา ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน, หรือจะกล่าวอีกนัยว่า ไม่มีตัวตนของตนเองจริง, หรือตัวตนของมันเองจริงๆนั้นไม่มี ก็คงได้ เพราะตัวตนทั้งปวงล้วนสิ้น ไม่ว่าที่เห็นหรือผัสสะได้ด้วยอายตนะใดๆก็ตามที ต่างล้วนไม่ใช่ตัวตนของมันเองจริงๆ เพราะแท้จริงเป็นเพียงการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยต่างๆในขณะหนึ่งๆ ไม่สามารถมีอยู่ได้โดยลำพัง ซึ่งแท้จริงขั้นปรมัตถ์แล้วตัวตนหรือสรรพสิ่งหรือสังขารเหล่านั้น เป็นเพียงกลุ่มก้อน(ฆนะ) หรือมวลรวม (องค์ประกอบ) ของเหล่าเหตุต่างๆ(องค์ประกอบย่อยต่างๆ)ที่ได้ประชุมปรุงแต่งเป็นปัจจัยแก่กันและกันให้เกิดขึ้นได้ ในชั่วขณะระยะหนึ่งๆตราบเท่าที่ยังมีเหตุต่างๆยังเป็นปัจจัยแก่กันและกันอยู่ เมื่อไม่มีตัวตนแท้จริง จึงเป็นของสูญ จึงย่อมไม่มีใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ จึงต่างล้วนไม่ใช่ของใครๆทั้งสิ้น จึงไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อัตตาตัวตนของเราด้วยเช่นกัน เมื่อเป็นดั่งนี้ ตัวตน(ของสรรพสิ่งหรือสังขารทั้งปวง)โดยแท้จริงแล้วจึงย่อมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาให้เป็นไปตามปรารถนาของใครๆได้ แต่แท้จริงแล้วล้วนแปรปรวนหรือเป็นไปตามเหล่าเหตุต่างๆที่มาเป็นปัจจัยประชุมปรุงแต่งกัน (อันเป็นไปตามหลักอิทัปปัจยตา)
มันจึงเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา)
เป็นเช่นนั้นเอง คือเป็นไปตามความแปรปรวนของเหล่าเหตุปัจจัยที่ประชุมปรุงแต่งกันอยู่นั่นเอง
เมื่อย่อมต้องแปรปรวนไปตามเหตุปัจจัย จึงย่อมไม่เที่ยง(อนิจจัง)เป็นธรรมดา
และเพราะความไม่เที่ยงดั่งนี้แล จึงเป็นทุกข์(ทุกขัง) จากการบีบคั้นของการต้องเกิดขึ้น และการต้องดับไปนั่นเอง จึงคงสภาพอยู่ไม่ได้หรือทนอยู่ได้ยาก จึงเป็นที่ตั้งของความทุกข์
อนัตตลักษณะ
อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,
ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
๑. เป็นของสูญ คือ เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆทั้งหลาย
ซึ่งย่อยได้ลงไปถึงระดับปรมาณู ซึ่งส่วนย่อยๆระดับปรมาณูนี้ล้วนแต่ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ
๒. องค์ประกอบย่อยๆ
เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้
จึงไม่เป็นของใครจริง จึงครอบครองไม่ได้
๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ
กล่าวคือ เมื่อเกิดแต่เหตุต่างๆเป็นปัจจัยกัน
แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับเหตุต่างๆที่เป็นปัจจัยกันดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจตนหรือใครๆทั้งสิ้น
๔. เป็นสภาวธรรม
จึงดำรงอยู่หรือเป็นตามธรรมดาของมัน เช่น ธรรมที่เป็นสังขตะ คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ
ส่วน อสังขตะธรรม ที่ไม่เกิดแต่เหตุปัจจัยนั้นก็ย่อมไม่มีตัวตนอยู่แล้ว
เพราะเป็นเพียงสภาวะธรรมชาติ
๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา;
อนัตตลักษณะ ขยายความเพิ่มเติมจาก พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
อนิจจลักษณะ
อนิจจลัษณะ
ลักษณะที่เป็นอนิจจะ,
ลักษณะที่แสดงเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงที่ ได้แก่
๑. เป็นไปโดยการเกิดขึ้น
และสลายไป คือ เกิดดับๆ มีแล้วก็ไม่มี
๒. เป็นของแปรปรวน คือ เปลี่ยนแปลงแปรสภาพไปเรื่อยๆ
๓. เป็นของชั่วคราว อยู่ได้ชั่วขณะๆ
๔. แย้งต่อความเที่ยง คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู่ในตัว;
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ทุกขลักษณะ
ทุกขลักษณะ
เครื่องกำหนดว่าเป็นทุกข์, ลักษณะที่จัดว่าเป็นทุกข์,
ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นทุกข์คือ
๑. ถูกการเกิดขึ้น
และการดับสลาย บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา
๒. ทนได้ยาก(หรือทนอยู่ด้วยได้ยาก)
หรือคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้
๓. เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์
๔. แย้งต่อสุขหรือเป็นสภาวะที่ปฏิเสธความสุข;
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของท่าน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ดังทุกขลักษณะข้างต้น สิ่งใดที่เกิดและดับ ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือทุกขังและดับไปเป็นที่สุด ด้วยทุกขลักษณะดังข้างต้น จึงมีพุทธดำรัสตรัสกล่าวอยู่เนืองๆ
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์
มีสิ่งใดที่ไม่เที่ยงบ้างเล่า? สังขารที่ถูกปรุงแต่งขึ้นทั้งปวงล้วนสิ้นย่อมไม่เที่ยง
ดังนั้นสังขารทั้งปวงจึงย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด จึงเป็นไปดังคำกล่าวของท่านวชิราภิกษุณี ที่กล่าวไว้ใน วชิราสูตร ความว่า
ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป
นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ฯ
เพราะ สังขารอันคือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น เท่านั้นที่เกิด ตั้งอยู่ และเสื่อมดับไป ดังนั้นจึงอาจเขียนขยายความข้อความข้างต้นได้ดังนี้
ความจริง สังขารอันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด เท่านั้นที่เกิด สังขารอันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด ย่อมตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้น(ดับ)ไป
นอกจาก สังขารอันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด แล้วไม่มีอะไรเกิด นอกจาก สังขารอันย่อมเป็นทุกข์ในที่สุด แล้วไม่มีอะไรดับ
ทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร เรื่องอนัตตาในขันธ์ ๕ ต่อเหล่าพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ จนสำเร็จพระอรหันต์
ตัวกูยังไม่ใช่ของกู แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของกูได้อย่างไร