กระดานธรรม ๓

ปฐมบทแห่งธรรม

คลิกขวาเมนู   

        เหตุปัจจัย กล่าวได้ว่า เป็นปฐมบทแห่งธรรม เป็นต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวง จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่พึงต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้น  เพื่อความก้าวหน้าในการเจริญวิปัสสนาในธรรม  ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว พระอรรถกถาจารย์ท่านจัดว่าเป็น"จูฬโสดาบัน" หรือ"พระโสดาบันน้อย"ทีเดียว คือถือว่าเป็นผู้มีคติหรือความก้าวหน้าอย่างแน่นอนในพระศาสนา ด้วยเห็นด้วยปัญญาแล้วว่า สิ่งทั้งหลายสักแต่ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย (รายละเอียดอยู่ใน ญาณ ๑๖)

        สังขาร หรือสังขตธรรม หรือสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง มีความแปรปรวน ก็เพราะความที่ล้วนย่อมเกิดขึ้นมาแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น  คือล้วนเกิดมาจากการที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันขึ้น   เหตุปัจจัยเป็นสิ่งเราควรทำความเข้าใจกันโดยละเอียดดูเป็นเบื้องต้นทีเดียว เพราะกล่าวได้ว่าเป็นเหตุเบื้องต้น หรือพื้นฐานคือบาทฐานของธรรมทั้งปวง และแม้กระทั่งการเกิดขึ้นของสังขารทั้งปวงทีเดียว อีกทั้งตรงกับหลักพื้นฐานสำคัญในทางวิทยาศาสตร์ คือความเป็นเหตุเป็นผลกันนั่นเอง  จัดว่าเป็นญาณหนึ่งในญาณ ๑๖ หรือ"โสฬสญาณ"ทีเดียว คือ ปัจจัยปริคคหญาณ กล่าวได้ว่าเป็นพื้นฐานความรู้อันยิ่งในการเจริญวิปัสสนาคือทำความเข้าใจในธรรมต่างๆอย่างโลกุตระ  ดังเช่น

        ปฏิจจสมุปบาท ที่ภาวะที่อาศัยเหตุต่างๆเป็นปัจจัยกันจึงเกิดผลคือความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทานอันเร่าร้อนขึ้น ดังเช่น เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา แล้วตัณหานั้นจึงเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน....ฯ.

        ขันธ์ ๕ ที่อาศัยภาวะความเป็นเหตุของขันธ์ต่างๆ เป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลคือชีวิต   และขันธ์ทั้ง ๕ ยังเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงเกิดการทำงานเป็นผล คือสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นได้

        สังขารขันธ์ เป็นผลที่เกิดจากการผัสสะของขันธ์ ๕  และยังเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆขึ้น

        พระไตรลักษณ์ ที่เพราะความเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดสังขารทั้งปวงขึ้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ในสังขารทั้งปวงตามมา

        นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หรือสัมมาทัสสนะคือ ญาณหรือปัญญากำหนดรู้คือเข้าใจแจ่มแจ้งในทั้งในนามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  ดังนั้นแม้ชีวิตที่เกิดแต่นามและรูป จึงย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้น

        อริยสัจ ๔ ที่เพราะตัณหาเป็นเหตุคือสมุทัย จึงเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์คืออุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์  หรือเพราะมรรคเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดนิโรธขึ้น

        อิทัปปัจจยตา ที่เพราะมีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลขึ้น  หรือเพราะเหตุนั้นดับ จึงเป็นปัจจัยให้ผลนั้นดับ

        สมาธิ, ฌาน  ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการสงบระงับชั่วคราว(วิขัมภนวิมุตติ)ของกิเลส (สิ่งขุ่นมัว)ที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ กิเลสต่างๆในนิวรณ์ ๕ ที่เนื่องมาจากเหตุคือการระงับการปรุงแต่งหรือการผัสสะต่างๆในชั่วขณะสมาธินั้นๆได้ เพราะจิตไปแน่วแน่กับอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง

        สัมมาสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนการเจริญวิปัสสนา

        การเจริญวิปัสสนา เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนปัญญา(สัมมาญาณ)

        ปัญญา(สัมมาญาณ) เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนให้เกิดสัมมาวิมุตติ คือ ความสุขจากการหลุดพ้นจากกองทุกข์

        ความทุกข์ทั้งหลาย ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย คือเกิดจากเหตุคือขันธ์ทั้ง ๕ เกิดการผัสสะ แล้วเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา อุปาทาน จึงเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์

        ความเจ็บป่วยไข้ ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น  ก็ย่อมต้องรักษาดูแลกันที่เหตุ

กล่าวโดยย่อ สังขารทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น

        เหตุ หมายถึง สิ่ง, สิ่งต่างๆ, สิ่งที่ก่อเรื่อง

        ปัจจัย หมายถึง เครื่องสนับสนุน หรือเครื่องปรุงแต่งกัน ให้เกิดสิ่งอื่นหรือผลอื่นขึ้น

  เหตุปัจจัย จึงมีความหมายที่ว่า การที่มีเหตุคือสิ่งต่างๆ   มาเป็นเครื่องสนับสนุนหรือเครื่องปรุงแต่งกันหรือประชุมกัน   จนเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น

        ดังเช่น น้ำ (H2O) อันย่อมเป็นสังขารเพราะความที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นอย่างหนึ่ง ชนิดรูปธรรม เพราะแลเห็นได้ด้วยตา หรือสัมผัสได้ด้วยกาย ที่ย่อมประกอบด้วย เหตุต่างๆ อันมี ไฮโดรเจน(H) ๒ อะตอม กับออกซิเจน(O) ๑ อะตอม  และถ้ากล่าวกันโดยละเอียดก็ต้องกล่าวด้วยว่า มีแรงที่มากระทำคือบีบคั้นหรือปรุงแต่งอีกด้วย,  ทั้ง ๓ นี้มาเป็นปัจจัยกันหรือปรุงแต่งกันและกันขึ้น เป็น H2O หรือสิ่งที่เราเรียกกันโดยสมมติทางโลกในภาษาไทยว่า น้ำ   ถ้าเราพิจารณาโดยแยบคายจะพบว่าทั้ง H และ O ที่ก่อนมาประชุมหรือก่อนมาปรุงแต่งกันนั้นต่างก็เป็นของในสภาวะเป็น ก๊าซ  ไม่มีตัวตนรูปร่างให้แลเห็นหรือสัมผัสได้ชัด ส่วนแรงนั้นก็ย่อมแลไม่เห็นเป็นธรรมดา  แต่เมื่อมีเหตุทั้ง ๓ เป็นปัจจัยกันดังกล่าว ย่อมเกิดคือสนับสนุนให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นคือน้ำ ซึ่งมีสภาพแปรปรวนเปลี่ยนไปเป็นของเหลว ที่มองเห็น และสัมผัสได้,  เมื่อรวมตัวปรุงแต่งกัน เป็นเหตุปัจจัยกันแล้วย่อมเกิดน้ำขึ้น  ที่เป็นฆนะคือมีความเป็นกลุ่ม เป็นมวลรวมของกันและกันนั่นเอง  คือเมื่อเป็นกลุ่มก้อนเป็นมวลแล้วก็ให้แลเห็นว่าเป็นน้ำ  แลดูไม่เห็นได้เลยว่ามาจาก H และ O  ทั้งๆที่ความจริงอย่างยิ่งหรือปรมัตถ์แล้ว ก็ยังประกอบอยู่ด้วยเหตุเหล่านั้นอยู่ คือ ทั้ง H และ O และย่อมประกอบด้วยแรงปรุงแต่งอีกด้วย จึงเป็น H2O ขึ้นนั่นเอง

        ดังนั้นเมื่อเราเห็นน้ำ ถ้าเรามีสติระลึกรู้เท่าทัน เราก็รู้ กล่าวคือแต่เป็นการหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยของ H และ O ที่เมื่อรวมเป็นฆนะกลุ่มก้อนแล้ว เกิดมายาให้เห็นว่าเป็นน้ำ นั่นเอง

        เวทนา การเสวยอารมณ์ เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนให้สัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต่เป็นสิ่งทีรู้ได้ด้วยใจ(อายตนะที่ ๖) แม้ไม่มีตัวตน แต่ก็เป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งกันขึ้นอย่างหนึ่งจากการมีเหตุมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันของขันธ์ต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้(ชาติ)  ดังภาพที่แสดง

อายตนะภายนอก    กระทบกัน เช่น ตาเห็นรูป อายตนะภายใน   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ วิญญาณ ๖   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ ผัสสะ   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ สัญญาจำได้   การประจวบกันของปัจจัยทั้ง ๓  เรียกว่าผัสสะ จึงเกิดเวทนาขึ้น

 

ตา กระทบกับ รูป(อาหาร)     เป็นปัจจัย จึงมี จักขุวิญญาณ     เป็นปัจจัย จึงมี ผัสสะ     เป็นปัจจัย จึงมี สัญญาจำได้(รูปสัญญา)     เป็นปัจจัย จึงมี เวทนา ย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดา   ไม่เกิดได้ไหมหนอ?

        เพราะความเป็นเหตุปัจจัยกันดังนี้นี่เอง จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารต่างๆทั้งปวงในโลกนี้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม   และเพราะสังขารเป็นไปดังนี้นี่เอง แท้จริงจึงมิใช่เป็นสิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง เพราะเกิดจากการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆมาประกอบปรุงแต่งกัน  จึงยังให้เกิดอาการของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นผลตามมา,  เหตุปัจจัย จึงกล่าวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดแห่งธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์ กล่าวคือฆนะหรือกลุ่มก้อนหรือมวลรวมที่ปรุงแต่งกันขึ้นมานั้น ยังมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองก็เพราะความที่มันไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง ดังแสดงข้างต้นเรื่องน้ำว่า ความจริงแล้วยังประกอบอยู่ด้วยทั้ง H และ O ตลอดจนแรงบีบคั้นที่กระทำ   จริงๆแล้วจึงมีสภาพที่เหตุต่างๆถูกปรุงแต่งจากแรงกระทำบางอย่างที่บีบคั้นอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งไม่อาจเห็นได้ตามปกติธรรมดาๆ   การถูกปรุงแต่งขึ้นเป็นสภาพที่ถูกกระทำหรือบีบคั้นด้วยแรงต่างๆให้เกิดขึ้น และแรงกระทำหรือแรงปรุงแต่งที่บีบคั้นอยู่เหล่านั้นก็ย่อมไม่เที่ยงด้วยเป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน  ดังนั้นเมื่อแปรปรวนอ่อนแรงหรือหมดแรงกระทำคือหมดแรงของการปรุงแต่งแล้ว สังขารทั้งปวงที่ถูกร้อยรัดอยู่ด้วยแรงปรุงแต่งย่อมคลาย, ย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆ โดยธรรมหรือธรรมชาติ  จึงเกิดอาการแปรปรวนต่างๆขึ้นในขณะที่เกิดการคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง  จึงเป็นผลให้เกิดสภาพธรรมที่เรียกว่า เกิดอาการอนิจจังไม่เที่ยง มีการแปรปรวนขึ้นในสังขารต่างๆทั้งปวงล้วนสิ้นนั่นเอง   และแม้แต่ตัวเหตุที่ทำให้เกิดของน้ำเอง คือทั้ง H และ O เหล่านี้ ก็ยังประกอบมาแต่เหตุปัจจัยต่างๆอีกเช่นกันดังเช่นบรรดา proton, neutron อีกทั้ง electron ที่มีพลังงานจึงวิ่งวนเวียนแปรปรวนอยู่โดยรอบ แท้จริงจึงมีการแปรปรวน(ชรา)เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังภาพของอะตอมที่แสดง

        เมื่อเกิดการอนิจจัง ไม่เที่ยง แปรปรวนขึ้นแล้ว หมายถึงย่อมมีการแปรปรวนการเปลี่ยนแปลงในสังขารนั้นๆ เพื่อให้หลุดออกจากการแรงบีบคั้นที่ปรุงแต่งขึ้นนั้นๆ  จนเมื่อแปรปรวนเปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุด กล่าวคือ จนหมดแรงกระทำหรือหมดแรงปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแล้ว หมายความว่า สังขารนั้นๆย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง แม้ในขั้นแรกอาจจะไม่ใช่สภาพเดิมสุดก็ตามที  สังขารทั้งปวงจึงย่อมหมดสภาพของความเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นมวลรวมหรือฆนะ ของการปรุงแต่ง คือเกิดการแตกสลายหรือการดับไปในที่สุดนั่นเอง ดังเช่น น้ำ H2O ก็กลับคืนสู่ H และ O,  แม้รูปหรือรูปขันธ์ของเราท่าน ก็ย่อมคืนสู่ธาตุ ๔ ฯ  กล่าวคือสังขารทั้งปวงจึงล้วนเป็นไปในลักษณาการดั่งนี้ล้วนสิ้น

         แม้แต่สิ่งที่เป็นอนุภาคต่างๆ ซึ่งเล็กเสียยิ่งกว่าอะตอมลงไปอีกมากมายนัก เช่น แรงต่างๆ  แสง เสียง คลื่นต่างๆ เช่นคลื่นลม คลื่นน้ำ คลื่นวิทยุ คลื่นเสียง การแผ่รังสีต่างๆ ก็ล้วนเป็นสังขารที่เกิดจากการมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น จึงล้วนไม่เที่ยง คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ลองพิจารณาด้วยถ้วนถี่ดู จริงหรือไม่

         ดังนั้นสังขารทั้งปวงในโลกนี้ ตั้งแต่มวลที่เล็กที่สุด จนถึงใหญ่ที่สุดแม้สุดขอบโลก ทั้งกี่หมื่นภพกี่จักรวาล  จึงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ ไม่มีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ก็ไม่เกิด   เมื่อมีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ย่อมต้องเกิดขึ้น  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอสังขตธรรม จึงมีความเที่ยงและอกาลิโก คือเป็นจริงอยู่อย่างนี้ตลอดมาและตลอดไป  สังขารทั้งปวงจึงเป็นดั่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า

เว้นจากเหตุปัจจัย  มิได้มี

         หรือกล่าวได้เลยว่า สิ่งทั้งปวง ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย  อันยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคืออสังขตธรรม อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ เพราะยังไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นนั่นเอง  จึงครอบคลุมถึงอนุภาคน้อยใหญ่ จนกระทั่งโลก และจักรวาล แม้ชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น จึงส่งผลให้มีอนิจจังความไม่เที่ยง  ทุกขังคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของตนเองจริง เพราะเกิดจากการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆมาประชุมเป็นเหตุปัจจัยกัน เมื่อไม่มีตัวตนจึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของโดยแท้จริงไม่ได้เลย  แท้จริงจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมบังคับบัญชาของใครๆ แม้แต่เรา  จึงย่อมไม่ได้เป็นไปตามใจอยากคือปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาประชุมกันเท่านั้นเอง

         รูปขันธ์หรือรูปกาย อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป

         เวทนาขันธ์หรือเวทนา แม้เป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จากการเกิดการผัสสะ จึงเกิดเวทนาขึ้นได้  ไม่ผัสสะไม่เกิด 

         สัญญาขันธ์หรือสัญญา อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของหทัยวัตถุคือสมอง ร่วมด้วยอดีตคือจำได้หมายรู้จากการเคยเกิดเคยเป็นจากขันธ์ ๕ ในอดีต 

         สังขารขันธ์ หรือสภาพหรืออาการของใจ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ(หรืออารมณ์ในทางโลก) อันเป็นนามธรรม ก็เกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยของขันธ์อื่นๆทั้ง ๔ พร้อมทั้งเหตุอันได้แก่อายตนะภายนอกต่างๆทั้งหลายที่มากระทบ มาเป็นเหตุปัจจัยกัน 

         วิญญาณขันธ์หรือวิญญาณ อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ที่ย่อมเกิดขึ้นในผู้มีชีวิต 

         ชีวิตหรือมนุษย์ที่เห็น อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕

         อะตอม เพียงอะตอมหนึ่งก็เกิดแต่เหตุปัจจัย ของโปรตอน นิวตรอน นิวเคลีส และอิเลคตรอน ฯ.

         โมเลกุล เพียงโมเลกุลหนึ่ง ก็เกิดแต่เหตุคืออะตอมต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน

         อวัยวะ น้อยใหญ่ ก็เกิดจากการรวมตัวปรุงแต่งกันของโมเลกุลต่างๆ

         กล่าวคือ สังขารทั้งปวงนั่นเอง  คราวนี้ลองพิจารณาดูด้วตัวตนเองบ้างว่า มีสังขาร(สังขตธรรม)ใดบ้างที่มิได้เกิดแต่เหตุปัจจัย

 

         ความทุกข์ อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย คือเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามวงจรปฏิจจสมุปบาท

         เงา อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยของ แสง วัตถุทึบแสง และพื้นที่รับแสง ฯ. (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง จิต คืออะไร?)

         จิต อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก ในผู้มีชีวิตอยู่

         ฝน อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆปรุงแต่งกันขึ้น ดังเช่น น้ำ การระเหย ความร้อน ความแตกต่างของอุณภูมิ การควบกลั่น ฝุ่นละออง แรงดึงดูดของโลก ฯลฯ.

         จึงกล่าวได้ว่า"เหตุปัจจัย"นี้นี่เอง จึงเป็นปฐมบท ทั้งของโลก และทั้งของธรรมทีเดียว

         ด้วยเหตุดังนี้จึงควรพิจารณาให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญธรรมต่างๆในพุทธศาสนา ที่ล้วนต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับเหตุปัจจัย  เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสังขารสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรม หรือรูปธรรมต่างล้วนเป็นไปดังนี้ทั้งสิ้น  ไม่มียกเว้นใดๆทั้งสิ้น  จะมีก็แต่ความอยากที่จะไปอยากยกเว้นมันไม่ให้เป็นไปเท่านั้นเอง จึงเป็นทุกข์

         ด้วยความที่สังขารทั้งปวง เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงอยู่ภายใต้กฏธรรมนิยาม คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาจึงที่ไม่มีตัวตนของมันเองจริงให้ใครๆแม้เรา เข้าไปครอบครองยึดเป็นเจ้าของเพื่อการควบคุมบังคับมันได้   จึงย่อมไม่สามารถไปสั่งไปนึกให้เป็นไปตามใจปรารถนาของตนได้  จึงพากันเป็นทุกข์กันขึ้นเมื่อไม่เป็นไปตามใจปรารถนาหรือตัณหานั่นเอง  เพราะะเขาทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น  เพียงแต่บางครั้งไปตรงกับใจปรารถนาจึงเกิดการไปยึดไปเชื่อ(ทิฏฐุปาทาน)ว่าเป็นเรา เป็นของเรา อย่างจริงจังแท้จริงขึ้น เป็นการอบรมสั่งสมโดยไม่รู้ตัวมาตั้งแต่เกิด

         เมื่อเข้าใจหรือเกิดปัญญาญาณใน"เหตุปัจจัย" จะเป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุน คือเป็นเหตุปัจจัยอีกนั่นแหละให้เกิดปัญญาความเข้าใจใน สักกายทิฏฐิ  จึงลดละวิจิกิจฉา  สีลัพพตปรามาส ในสังโยชน์ ๑๐ ธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ ได้เป็นอย่างดี จนเข้าสู่อริยบุคคล ที่พระองค์ท่านทรงตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีความตกต่ำเป็นธรรมดา ด้วย"มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดี เป็นที่ไปในเบื้องหน้า"

ญาณ ๑๖ หรือ โสฬสญาณ

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ