|
ปฐมบทแห่งธรรม |
|
เหตุปัจจัย กล่าวได้ว่า เป็นปฐมบทแห่งธรรม เป็นต้นกำเนิดของธรรมทั้งปวง จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่พึงต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้น เพื่อความก้าวหน้าในการเจริญวิปัสสนาในธรรม ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว พระอรรถกถาจารย์ท่านจัดว่าเป็น"จูฬโสดาบัน" หรือ"พระโสดาบันน้อย"ทีเดียว คือถือว่าเป็นผู้มีคติหรือความก้าวหน้าอย่างแน่นอนในพระศาสนา ด้วยเห็นด้วยปัญญาแล้วว่า สิ่งทั้งหลายสักแต่ว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย (รายละเอียดอยู่ใน ญาณ ๑๖)
สังขาร หรือสังขตธรรม หรือสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง มีความแปรปรวน ก็เพราะความที่ล้วนย่อมเกิดขึ้นมาแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้น คือล้วนเกิดมาจากการที่มีเหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันขึ้น เหตุปัจจัยเป็นสิ่งเราควรทำความเข้าใจกันโดยละเอียดดูเป็นเบื้องต้นทีเดียว เพราะกล่าวได้ว่าเป็นเหตุเบื้องต้น หรือพื้นฐานคือบาทฐานของธรรมทั้งปวง และแม้กระทั่งการเกิดขึ้นของสังขารทั้งปวงทีเดียว อีกทั้งตรงกับหลักพื้นฐานสำคัญในทางวิทยาศาสตร์ คือความเป็นเหตุเป็นผลกันนั่นเอง จัดว่าเป็นญาณหนึ่งในญาณ ๑๖ หรือ"โสฬสญาณ"ทีเดียว คือ ปัจจัยปริคคหญาณ กล่าวได้ว่าเป็นพื้นฐานความรู้อันยิ่งในการเจริญวิปัสสนาคือทำความเข้าใจในธรรมต่างๆอย่างโลกุตระ ดังเช่น
ปฏิจจสมุปบาท ที่ภาวะที่อาศัยเหตุต่างๆเป็นปัจจัยกันจึงเกิดผลคือความทุกข์ชนิดที่ประกอบด้วยอุปาทานอันเร่าร้อนขึ้น ดังเช่น เวทนาเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา แล้วตัณหานั้นจึงเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน....ฯ.
ขันธ์ ๕ ที่อาศัยภาวะความเป็นเหตุของขันธ์ต่างๆ เป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลคือชีวิต และขันธ์ทั้ง ๕ ยังเป็นเหตุปัจจัยกัน จึงเกิดการทำงานเป็นผล คือสังขารขันธ์ต่างๆขึ้นได้
สังขารขันธ์ เป็นผลที่เกิดจากการผัสสะของขันธ์ ๕ และยังเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการกระทำ(กรรม)ต่างๆขึ้น
พระไตรลักษณ์ ที่เพราะความเป็นเหตุปัจจัยกันจึงเกิดสังขารทั้งปวงขึ้น จึงเป็นเหตุปัจจัยให้เกิด อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ในสังขารทั้งปวงตามมา
นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ หรือสัมมาทัสสนะคือ ญาณหรือปัญญากำหนดรู้คือเข้าใจแจ่มแจ้งในทั้งในนามและรูปว่าล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ดังนั้นแม้ชีวิตที่เกิดแต่นามและรูป จึงย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้น
อริยสัจ ๔ ที่เพราะตัณหาเป็นเหตุคือสมุทัย จึงเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์คืออุปาทานทุกข์หรืออุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ หรือเพราะมรรคเป็นเหตุ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดนิโรธขึ้น
อิทัปปัจจยตา ที่เพราะมีเหตุมาเป็นปัจจัยกัน จึงเกิดผลขึ้น หรือเพราะเหตุนั้นดับ จึงเป็นปัจจัยให้ผลนั้นดับ
สมาธิ, ฌาน ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดการสงบระงับชั่วคราว(วิขัมภนวิมุตติ)ของกิเลส (สิ่งขุ่นมัว)ที่ทำให้เกิดทุกข์ คือ กิเลสต่างๆในนิวรณ์ ๕ ที่เนื่องมาจากเหตุคือการระงับการปรุงแต่งหรือการผัสสะต่างๆในชั่วขณะสมาธินั้นๆได้ เพราะจิตไปแน่วแน่กับอารมณ์ที่กำหนดนั่นเอง
สัมมาสมาธิ เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนการเจริญวิปัสสนา
การเจริญวิปัสสนา เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนปัญญา(สัมมาญาณ)
ปัญญา(สัมมาญาณ) เป็นเหตุปัจจัยเครื่องหนุนให้เกิดสัมมาวิมุตติ คือ ความสุขจากการหลุดพ้นจากกองทุกข์
ความทุกข์ทั้งหลาย ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย คือเกิดจากเหตุคือขันธ์ทั้ง ๕ เกิดการผัสสะ แล้วเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดตัณหา อุปาทาน จึงเกิดอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์
ความเจ็บป่วยไข้ ก็ล้วนเกิดแต่มีเหตุเป็นปัจจัยกันจึงเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องรักษาดูแลกันที่เหตุ
กล่าวโดยย่อ สังขารทั้งปวงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น
เหตุ หมายถึง สิ่ง, สิ่งต่างๆ, สิ่งที่ก่อเรื่อง
ปัจจัย หมายถึง เครื่องสนับสนุน หรือเครื่องปรุงแต่งกัน ให้เกิดสิ่งอื่นหรือผลอื่นขึ้น
เหตุปัจจัย
จึงมีความหมายที่ว่า การที่มีเหตุคือสิ่งต่างๆ
มาเป็นเครื่องสนับสนุนหรือเครื่องปรุงแต่งกันหรือประชุมกัน
จนเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้น
ดังเช่น น้ำ (H2O) อันย่อมเป็นสังขารเพราะความที่เกิดแต่เหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นอย่างหนึ่ง ชนิดรูปธรรม เพราะแลเห็นได้ด้วยตา หรือสัมผัสได้ด้วยกาย ที่ย่อมประกอบด้วย เหตุต่างๆ อันมี ไฮโดรเจน(H) ๒ อะตอม กับออกซิเจน(O) ๑ อะตอม และถ้ากล่าวกันโดยละเอียดก็ต้องกล่าวด้วยว่า มีแรงที่มากระทำคือบีบคั้นหรือปรุงแต่งอีกด้วย, ทั้ง ๓ นี้มาเป็นปัจจัยกันหรือปรุงแต่งกันและกันขึ้น เป็น H2O หรือสิ่งที่เราเรียกกันโดยสมมติทางโลกในภาษาไทยว่า น้ำ ถ้าเราพิจารณาโดยแยบคายจะพบว่าทั้ง H และ O ที่ก่อนมาประชุมหรือก่อนมาปรุงแต่งกันนั้นต่างก็เป็นของในสภาวะเป็น ก๊าซ ไม่มีตัวตนรูปร่างให้แลเห็นหรือสัมผัสได้ชัด ส่วนแรงนั้นก็ย่อมแลไม่เห็นเป็นธรรมดา แต่เมื่อมีเหตุทั้ง ๓ เป็นปัจจัยกันดังกล่าว ย่อมเกิดคือสนับสนุนให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นคือน้ำ ซึ่งมีสภาพแปรปรวนเปลี่ยนไปเป็นของเหลว ที่มองเห็น และสัมผัสได้, เมื่อรวมตัวปรุงแต่งกัน เป็นเหตุปัจจัยกันแล้วย่อมเกิดน้ำขึ้น ที่เป็นฆนะคือมีความเป็นกลุ่ม เป็นมวลรวมของกันและกันนั่นเอง คือเมื่อเป็นกลุ่มก้อนเป็นมวลแล้วก็ให้แลเห็นว่าเป็นน้ำ แลดูไม่เห็นได้เลยว่ามาจาก H และ O ทั้งๆที่ความจริงอย่างยิ่งหรือปรมัตถ์แล้ว ก็ยังประกอบอยู่ด้วยเหตุเหล่านั้นอยู่ คือ ทั้ง H และ O และย่อมประกอบด้วยแรงปรุงแต่งอีกด้วย จึงเป็น H2O ขึ้นนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเราเห็นน้ำ ถ้าเรามีสติระลึกรู้เท่าทัน เราก็รู้ กล่าวคือแต่เป็นการหยั่งรู้ได้ด้วยปัญญาว่า เกิดแต่เหตุปัจจัยของ H และ O ที่เมื่อรวมเป็นฆนะกลุ่มก้อนแล้ว เกิดมายาให้เห็นว่าเป็นน้ำ นั่นเอง
เวทนา การเสวยอารมณ์ เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตนให้สัมผัสได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต่เป็นสิ่งทีรู้ได้ด้วยใจ(อายตนะที่ ๖) แม้ไม่มีตัวตน แต่ก็เป็นสังขารที่ถูกปรุงแต่งกันขึ้นอย่างหนึ่งจากการมีเหตุมาเป็นปัจจัยแก่กันและกันของขันธ์ต่างๆ จึงเกิดขึ้นได้(ชาติ) ดังภาพที่แสดง
อายตนะภายนอก
|
ตา
|
เพราะความเป็นเหตุปัจจัยกันดังนี้นี่เอง จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารต่างๆทั้งปวงในโลกนี้ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรูปธรรมหรือนามธรรม และเพราะสังขารเป็นไปดังนี้นี่เอง แท้จริงจึงมิใช่เป็นสิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง เพราะเกิดจากการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆมาประกอบปรุงแต่งกัน จึงยังให้เกิดอาการของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นผลตามมา, เหตุปัจจัย จึงกล่าวได้ว่า เป็นต้นกำเนิดแห่งธรรมนิยามหรือพระไตรลักษณ์ กล่าวคือฆนะหรือกลุ่มก้อนหรือมวลรวมที่ปรุงแต่งกันขึ้นมานั้น ยังมีความไม่สมบูรณ์ในตัวเองก็เพราะความที่มันไม่ใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง ดังแสดงข้างต้นเรื่องน้ำว่า ความจริงแล้วยังประกอบอยู่ด้วยทั้ง H และ O ตลอดจนแรงบีบคั้นที่กระทำ จริงๆแล้วจึงมีสภาพที่เหตุต่างๆถูกปรุงแต่งจากแรงกระทำบางอย่างที่บีบคั้นอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งไม่อาจเห็นได้ตามปกติธรรมดาๆ การถูกปรุงแต่งขึ้นเป็นสภาพที่ถูกกระทำหรือบีบคั้นด้วยแรงต่างๆให้เกิดขึ้น และแรงกระทำหรือแรงปรุงแต่งที่บีบคั้นอยู่เหล่านั้นก็ย่อมไม่เที่ยงด้วยเป็นสังขารอย่างหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นเมื่อแปรปรวนอ่อนแรงหรือหมดแรงกระทำคือหมดแรงของการปรุงแต่งแล้ว สังขารทั้งปวงที่ถูกร้อยรัดอยู่ด้วยแรงปรุงแต่งย่อมคลาย, ย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆ โดยธรรมหรือธรรมชาติ จึงเกิดอาการแปรปรวนต่างๆขึ้นในขณะที่เกิดการคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง จึงเป็นผลให้เกิดสภาพธรรมที่เรียกว่า เกิดอาการอนิจจังไม่เที่ยง มีการแปรปรวนขึ้นในสังขารต่างๆทั้งปวงล้วนสิ้นนั่นเอง และแม้แต่ตัวเหตุที่ทำให้เกิดของน้ำเอง คือทั้ง H และ O เหล่านี้ ก็ยังประกอบมาแต่เหตุปัจจัยต่างๆอีกเช่นกันดังเช่นบรรดา proton, neutron อีกทั้ง electron ที่มีพลังงานจึงวิ่งวนเวียนแปรปรวนอยู่โดยรอบ แท้จริงจึงมีการแปรปรวน(ชรา)เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังภาพของอะตอมที่แสดง
![]()
เมื่อเกิดการอนิจจัง ไม่เที่ยง แปรปรวนขึ้นแล้ว หมายถึงย่อมมีการแปรปรวนการเปลี่ยนแปลงในสังขารนั้นๆ เพื่อให้หลุดออกจากการแรงบีบคั้นที่ปรุงแต่งขึ้นนั้นๆ จนเมื่อแปรปรวนเปลี่ยนแปลงจนถึงที่สุด กล่าวคือ จนหมดแรงกระทำหรือหมดแรงปรุงแต่งโดยสิ้นเชิงแล้ว หมายความว่า สังขารนั้นๆย่อมคืนสู่สภาพเดิมๆก่อนการปรุงแต่ง แม้ในขั้นแรกอาจจะไม่ใช่สภาพเดิมสุดก็ตามที สังขารทั้งปวงจึงย่อมหมดสภาพของความเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นมวลรวมหรือฆนะ ของการปรุงแต่ง คือเกิดการแตกสลายหรือการดับไปในที่สุดนั่นเอง ดังเช่น น้ำ H2O ก็กลับคืนสู่ H และ O, แม้รูปหรือรูปขันธ์ของเราท่าน ก็ย่อมคืนสู่ธาตุ ๔ ฯ กล่าวคือสังขารทั้งปวงจึงล้วนเป็นไปในลักษณาการดั่งนี้ล้วนสิ้น
แม้แต่สิ่งที่เป็นอนุภาคต่างๆ ซึ่งเล็กเสียยิ่งกว่าอะตอมลงไปอีกมากมายนัก เช่น แรงต่างๆ แสง เสียง คลื่นต่างๆ เช่นคลื่นลม คลื่นน้ำ คลื่นวิทยุ คลื่นเสียง การแผ่รังสีต่างๆ ก็ล้วนเป็นสังขารที่เกิดจากการมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งทั้งสิ้น จึงล้วนไม่เที่ยง คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ลองพิจารณาด้วยถ้วนถี่ดู จริงหรือไม่
ดังนั้นสังขารทั้งปวงในโลกนี้ ตั้งแต่มวลที่เล็กที่สุด จนถึงใหญ่ที่สุดแม้สุดขอบโลก ทั้งกี่หมื่นภพกี่จักรวาล จึงล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยทั้งสิ้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม กล่าวคือ ไม่มีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ก็ไม่เกิด เมื่อมีเหตุ-มาเป็นปัจจัยกัน-ย่อมต้องเกิดขึ้น เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติหรือที่เรียกว่าอสังขตธรรม จึงมีความเที่ยงและอกาลิโก คือเป็นจริงอยู่อย่างนี้ตลอดมาและตลอดไป สังขารทั้งปวงจึงเป็นดั่งที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เว้นจากเหตุปัจจัย มิได้มี
หรือกล่าวได้เลยว่า สิ่งทั้งปวง ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย อันยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคืออสังขตธรรม อันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติ เพราะยังไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นนั่นเอง จึงครอบคลุมถึงอนุภาคน้อยใหญ่ จนกระทั่งโลก และจักรวาล แม้ชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากเหตุปัจจัยทั้งสิ้น จึงส่งผลให้มีอนิจจังความไม่เที่ยง ทุกขังคงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนของตนเองจริง เพราะเกิดจากการประกอบกันขึ้นขององค์ประกอบย่อยๆมาประชุมเป็นเหตุปัจจัยกัน เมื่อไม่มีตัวตนจึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของโดยแท้จริงไม่ได้เลย แท้จริงจึงไม่อยู่ในอำนาจควบคุมบังคับบัญชาของใครๆ แม้แต่เรา จึงย่อมไม่ได้เป็นไปตามใจอยากคือปรารถนา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่มาประชุมกันเท่านั้นเอง
รูปขันธ์หรือรูปกาย อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของธาตุ ๔ หรือมหาภูตรูป
เวทนาขันธ์หรือเวทนา
แม้เป็นนามธรรม
ก็เกิดแต่เหตุต่างๆมาเป็นปัจจัยกัน จากการเกิดการผัสสะ
จึงเกิดเวทนาขึ้นได้ ไม่ผัสสะไม่เกิด ![]()
สัญญาขันธ์หรือสัญญา
อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของหทัยวัตถุคือสมอง ร่วมด้วยอดีตคือจำได้หมายรู้จากการเคยเกิดเคยเป็นจากขันธ์
๕ ในอดีต ![]()
สังขารขันธ์
หรือสภาพหรืออาการของใจ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ(หรืออารมณ์ในทางโลก)
อันเป็นนามธรรม ก็เกิดขึ้นแต่เหตุปัจจัยของขันธ์อื่นๆทั้ง ๔
พร้อมทั้งเหตุอันได้แก่อายตนะภายนอกต่างๆทั้งหลายที่มากระทบ มาเป็นเหตุปัจจัยกัน ![]()
วิญญาณขันธ์หรือวิญญาณ
อันเป็นนามธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของการกระทบกันของอายตนะภายนอกและภายใน ที่ย่อมเกิดขึ้นในผู้มีชีวิต ![]()
ชีวิตหรือมนุษย์ที่เห็น อันเป็นรูปธรรม ก็เกิดแต่เหตุปัจจัยของขันธ์ทั้ง ๕
อะตอม เพียงอะตอมหนึ่งก็เกิดแต่เหตุปัจจัย ของโปรตอน นิวตรอน นิวเคลีส และอิเลคตรอน ฯ.
โมเลกุล เพียงโมเลกุลหนึ่ง ก็เกิดแต่เหตุคืออะตอมต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกัน
อวัยวะ น้อยใหญ่ ก็เกิดจากการรวมตัวปรุงแต่งกันของโมเลกุลต่างๆ
กล่าวคือ สังขารทั้งปวงนั่นเอง คราวนี้ลองพิจารณาดูด้วตัวตนเองบ้างว่า มีสังขาร(สังขตธรรม)ใดบ้างที่มิได้เกิดแต่เหตุปัจจัย
ความทุกข์ อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย คือเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยตามวงจรปฏิจจสมุปบาท
เงา อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยของ แสง วัตถุทึบแสง และพื้นที่รับแสง ฯ. (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง จิต คืออะไร?)
จิต อันเป็นนามธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัย ที่ย่อมเกิดขึ้นจากการกระทบกันของอายตนะภายในและภายนอก ในผู้มีชีวิตอยู่
ฝน อันเป็นรูปธรรม ก็ล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยต่างๆปรุงแต่งกันขึ้น ดังเช่น น้ำ การระเหย ความร้อน ความแตกต่างของอุณภูมิ การควบกลั่น ฝุ่นละออง แรงดึงดูดของโลก ฯลฯ.
จึงกล่าวได้ว่า"เหตุปัจจัย"นี้นี่เอง จึงเป็นปฐมบท ทั้งของโลก และทั้งของธรรมทีเดียว
ด้วยเหตุดังนี้จึงควรพิจารณาให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญธรรมต่างๆในพุทธศาสนา ที่ล้วนต้องเกี่ยวข้องพัวพันกับเหตุปัจจัย เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นสังขารสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนามธรรม หรือรูปธรรมต่างล้วนเป็นไปดังนี้ทั้งสิ้น ไม่มียกเว้นใดๆทั้งสิ้น จะมีก็แต่ความอยากที่จะไปอยากยกเว้นมันไม่ให้เป็นไปเท่านั้นเอง จึงเป็นทุกข์
ด้วยความที่สังขารทั้งปวง เกิดแต่เหตุปัจจัย จึงอยู่ภายใต้กฏธรรมนิยาม คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาจึงที่ไม่มีตัวตนของมันเองจริงให้ใครๆแม้เรา เข้าไปครอบครองยึดเป็นเจ้าของเพื่อการควบคุมบังคับมันได้ จึงย่อมไม่สามารถไปสั่งไปนึกให้เป็นไปตามใจปรารถนาของตนได้ จึงพากันเป็นทุกข์กันขึ้นเมื่อไม่เป็นไปตามใจปรารถนาหรือตัณหานั่นเอง เพราะะเขาทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นและเป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น เพียงแต่บางครั้งไปตรงกับใจปรารถนาจึงเกิดการไปยึดไปเชื่อ(ทิฏฐุปาทาน)ว่าเป็นเรา เป็นของเรา อย่างจริงจังแท้จริงขึ้น เป็นการอบรมสั่งสมโดยไม่รู้ตัวมาตั้งแต่เกิด
เมื่อเข้าใจหรือเกิดปัญญาญาณใน"เหตุปัจจัย" จะเป็นปัจจัยเครื่องสนับสนุน คือเป็นเหตุปัจจัยอีกนั่นแหละให้เกิดปัญญาความเข้าใจใน สักกายทิฏฐิ จึงลดละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ในสังโยชน์ ๑๐ ธรรมหรือสิ่งที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ ได้เป็นอย่างดี จนเข้าสู่อริยบุคคล ที่พระองค์ท่านทรงตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีความตกต่ำเป็นธรรมดา ด้วย"มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดี เป็นที่ไปในเบื้องหน้า"