เวทนา

อทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนา และอวิชชานุสัย

คลิกขวาเมนู

 

อทุกขมสุขเวทนา  เป็นสุขเพราะรู้ชอบ  เป็นทุกข์เพราะรู้ผิด.

(จูฬเวทัลลสูตร)

        อทุกขมสุขเวทนา หรือ อุเบกขาเวทนา ถ้าพิจารณาจากชื่อหรือเข้าใจโดยผิวเผินแล้ว ดูน่าจักเป็นของดีที่น่าปฏิบัติหรือน่าให้เกิดให้เป็น  ด้วยมักพาลกันไปเข้าใจผิดเป็นนัยๆไปว่า หมายถึง เฉยๆที่หมายถึงเป็นกลางดังอุเบกขาในโพชฌงค์องค์แห่งการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์หรือตรัสรู้หรืออุเบกขาในพรหมวิหารไปเสีย    แต่ในความเป็นจริงแล้วมีความหมายที่ไม่เหมือนกัน  และอุเบกขาเวทนานี้นี่เองเป็นเวทนาชนิดที่เป็นเหตุทําให้เกิดความทุกข์(ทุกข์อุปาทานอันเร่าร้อน)เกิดขึ้นตามมา ได้อย่างมากถี่บ่อยเป็นที่สุด   และยังเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดอวิชชานุสัย(คือสภาพที่นอนเนื่องในสันดาน เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง)   อุเบกขาเวทนาจึงเป็นสิ่งที่ควรศึกษาทำความรู้จักทำความเข้าใจเป็นอย่างยิ่ง   เพราะแม้ในเบื้องต้นแลดูไมู่เป็นทุกข์โทษภัย แต่กลับเป็นเหตุก่อให้เกิดความทุกข์อันเร่าร้อนเผาลนในที่สุดได้อย่างถี่บ่อยเป็นที่สุดโดยไม่รู้ตัว ก็ด้วยเพราะความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง

มีพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงเวทนา  ไว้ใน ฉฉักกสูตรSC ดังนี้

        "ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บุคคลอาศัยจักษุ(ตา)และรูป (ย่อมต้อง)เกิดจักษุวิญญาณ  ความประจวบของธรรมทั้ง ๓ เป็นผัสสะ(การกระทบสัมผัสขององค์ชีวิต),  เพราะผัสสะเป็นปัจจัย ย่อม(ต้อง)เกิดความเสวยอารมณ์(เวทนา)  เป็นสุขบ้าง(สุขเวทนา),  เป็นทุกข์บ้าง(ทุกขเวทนา),  มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง(อทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา)

[ที่หมายความสำคัญยิ่งว่า  เมื่อมีการผัสสะกันแล้ว ย่อมต้องเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๓ ขึ้นเป็นธรรมดาหรือตถตา]

        เขา(บุคคล)อันสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมไม่เพลิดเพลิน  ไม่พูดถึง  ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ  จึงไม่มี ราคานุสัย นอนเนื่องอยู่

        อันทุกขเวทนาถูก ต้องแล้ว  ย่อมไม่เศร้าโศก  ไม่ลำบาก  ไม่ร่ำไห้  ไม่คร่ำครวญทุ่มอก  ไม่ถึงความหลงพร้อม  จึงไม่มี ปฏิฆานุสัย นอนเนื่องอยู่

        อันอทุกขมสุขเวทนาถูกต้องแล้ว  ย่อมทราบชัด ความตั้งขึ้น  ความดับไป  คุณ  โทษ  และที่สลัดออกแห่งเวทนานั้น  ตามความเป็นจริง  จึงไม่มี อวิชชานุสัย นอนเนื่องอยู่

        ดูกรภิกษุทั้งหลาย   ข้อที่บุคคลนั้นละราคานุสัยเพราะสุขเวทนาบรรเทา,   ละปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนา,   ถอนอวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนา,   ยังวิชชาให้เกิดขึ้นเพราะละอวิชชาเสียได้  แล้วจักเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันได้  นั่นเป็นฐานะที่มีได้  ฯ."

(ฉฉักกสูตร  พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔/๘๒๓)

ถ้าเราโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ในธรรมดังกล่าว จักเกิดปัญญาจักษุได้ดังนี้

        กล่าวคือ เมื่อเกิดการผัสสะขึ้น ย่อมเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดาทุกครั้งทุกทีไป  เป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิต จึงต้องเป็นไปดังนี้เองเป็นธรรมดาหรือตถตา  ที่ย่อมเกิดความรู้สึกเป็นสุข(สุขเวทนา-ถูกใจ ชอบใจ สบายกายสบายใจ)  หรือทุกข์(ทุกขเวทนา - ไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ ไม่สบายกายไม่สบายใจ)  หรือเฉยๆ(อุเบกขาเวทนา-ไม่สุขไม่ทุกข์) อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น จากการไปรับรู้คือกระทบเข้ากับสิ่งที่เป็นอารมณ์นั้นๆ ทุกครั้งทุกทีไป  แม้แต่ที่บอกว่าไม่มีความรู้สึก นั่นแหละความรู้สึกเฉยๆที่ว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีเวทนาเกิดขึ้น  นั่นแหละก็คืออุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา คือ รู้สึกรับรู้ เพียงแต่รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆเท่านั้นเอง

        อาการของอทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา คือไม่สุขไม่ทุกข์  กล่าวคือเมื่อจิตเกิดการกระทบคือผัสสะกับอารมณ์แล้ว เกิดความรู้สึกจากการรับรู้ในอารมณ์นั้นแบบ เฉยๆหรือเปล่าๆหรือกลางๆจากการกระทบกับอารมณ์นั้น คือไม่รู้สึกเป็นสุขชนิดชอบใจสบายใจถูกใจ  หรือไม่รู้สึกเป็นทุกข์ชนิดไม่ชอบใจไม่สบายใจไม่ถูกใจ   อทุกขมสุขคือเฉยๆ ดังนี้นี่เองจึงมักแผ่วเบา จึงสังเกตุได้ยาก  เพราะเกิดขึ้นเป็นประจำอย่างยิ่ง จนเคยชินเป็นอย่างยิ่ง   จนแลดูประหนึ่งราวกับว่าเป็นคุณอย่างหนึ่งทีเดียว คือไม่ทำให้เกิดความทุกข์  และแลดูราวกับว่าไม่มีทุกข์โทษภัย   แต่ตามความจริงอย่างปรมัตถ์นั้น อุเบกขาเวทนาสามารถเป็นเหตุที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดทุกข์โทษขึ้นได้อย่างยิ่ง จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ตัวสำคัญหนึ่งทีเดียว ด้วยอวิชชา  ดังเช่น

         ท่านออกไปภายนอก ย่อมเจอะเจอคนเป็นร้อยเป็นพัน มีทั้งที่รู้จักรักใคร่, เกลียดชัง, และทั้งที่ไม่รู้จักมักคุ้น    ในผู้ที่รู้จักรักใคร่เมื่อพบเจอะเจอกันย่อมยังให้เกิดสุขเวทนาคือความรู้สึกไปในทางสบายใจสบายกาย,   ส่วนในผู้ที่เกลียดชังนั้น ย่อมเกิดทุกขเวทนาความรู้สึกไม่ชอบใจ ไม่สบายใจไม่สบายกาย,   ส่วนในผู้ที่ไม่รู้จักคุ้นเคยอันมีเป็นจำนวนมากมายนั้น กล่าวคือไม่มีสัญญาคือความจำได้,หมายรู้ใดๆกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเฉพาะเจาะจงหรือส่วนตัว  ท่านย่อมมองเห็นและมีความรู้สึกในบุคคลเหล่านั้นโดยทั่วๆไปหรือเฉยๆนั่นเอง กล่าวคือเกิดอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาต่อเหล่าบุคคลรอบข้างนั้นนั่นเอง  แต่เพราะอวิชชาความไม่รู้ จึงปล่อยกายใจไปเพ่งมองหรือเลื่อนไหลไปคิดนึกปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านในสิ่งเหล่านั้น เช่น เออ คนนั้นสวยดีเหมือนกันหนอ, มองตรงนี้ก็งามดีหนอ, หล่อจริงหนอ แมนจริงหนอ จนอาจก่อเป็นทุกข์ต่างๆขึ้นในที่สุด,   ตาไปกระทบสิ่งต่างๆทั่วไปที่ไม่มีสัญญาจำเฉพาะเรื่องหรืออาสวะกิเลส ก็เกิดเหล่าอทุกขมสุขขึ้นอยู่เสมอๆ เกือบตลอดเวลานั่นเอง กล่าวคือ มีการเกิดขึ้นของอทุกขมสุขอยู่แทบตลอดเวลา เช่น ตามองโต๊ะ ก็เกิดอทุกขมสุขขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ใช่ไม่เกิดเวทนาขึ้น เพียงแต่เคยชินและแผ่วเบาเป็นอย่างยิ่ง จึงสังเกตุไม่เห็นเวทนาจากการผัสสะนั้น  จึงเข้าใจผิดไปว่าไม่มีเวทนาใดๆเกิดขึ้น และมักไปคิดนึกปรุงแต่งโดยไม่รู้ตัว เช่นโต๊ะไม่สวยเลยหนอ เปลี่ยนใหม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ดีกว่าหนอ เป็นต้น    จึงต้องเป็นการเห็นด้วยปัญญา เพราะความเคยชินที่สั่งสมยิ่ง เปรียบได้ดังการแต่งตัวสวมใส่เสื้อผ้าเสียเคยชิน  เวลาสวมใส่เสื้อผ้าอยู่ก็รู้สึกปกติธรรมดา  แต่เวลาไม่นุ่งผ้าอันไม่ปรุงแต่ง กลับไปรู้สึกโหวงเหวง เปล่าเปลือย รู้สึกผิดปกติ   อุเบกขาเวทนาจึงเป็นความเคยชินเหมือนดั่งกายที่โผฏฐัพพะกับเสื้อผ้าหรือการนุ่งผ้านั่นเอง ที่ตามปกติแล้วมักเกิดความรู้สึกเป็นปกติธรรมดาคืออุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา ทั้งๆที่สวมใส่คือโผฏฐัพพะกล่าวคือมีสิ่งอื่นแทรกแปลกปลอมผัสสะอยู่   จึงเหมือนการเกิดการผัสสะของอายตนะอื่นๆต่างๆนาๆแล้วเกิดอุเบกขาเวทนาขึ้นนั่นเอง ที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอๆแต่เป็นไปโดยไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา จึงเกิดความประมาทขาดความระมัดระวัง จึงพาลเป็นเหตุให้ปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านจนเกิดทุกข์อุปาทานขึ้นในที่สุด

        ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ การปฏิบัติโดยอาศัยความรู้ความเข้าใจในแนวทางเวทนานั้น  พระองค์ท่านจึงตรัสแนวปฏิบัติในอทุกขมสุขคืออุเบกขาเวทนาไว้แตกต่างจาก สุขเวทนา และ ทุกขเวทนา ดังที่พระองค์ท่านกล่าวไว้ในเวทนาทั้ง ๒ คือ สุขหรือทุกข์ กล่าวคือ ในเวทนาทั้ง ๒ นี้ย่อมมีความรู้สึกรับรู้ในเวทนาทั้งสองได้เด่นชัด ดังนั้นเมื่อสติระลึกรู้เท่าทัน ก็ให้ปฏิบัติไปตามธรรมที่กล่าวนั้น คือ ถ้าเป็นสุขก็ไม่ติดเพลิน ไม่ดำรงอยู่ด้วยความติดใจ   และเมื่อเป็นทุกข์ก็ไม่พิรี้พิไร ไม่รำพัน ไม่บ่นถึง ไม่หลง(โมหะ)ด้วยรู้ตามจริง จึงไม่(คิดนึก)ปรุงแต่ง,   แต่ยามเมื่อพระองค์ท่านกล่าวถึงอทุกขมสุขเวทนา อันคือย่อมรู้สึกเฉยๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ไม่เด่นชัดปรากฏ  แต่มักเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  พระองค์ท่านจึงโปรดให้พิจารณาให้ รู้ถึงเหตุในการเกิดขึ้น(ตั้งขึ้น), ดับไป, คุณ และโทษ เหล่านั้นแทน  ก็เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งอย่างแท้จริงคืออย่างปรมัตถ์  ก็จักได้สังวรระวังไม่ประมาทในอุเบกขาเวทนา   แล้วจึงกล่าวถึงการสลัดออกแห่งอทุกขมสุขเวทนาที่สามารถทำให้เกิดทุกข์อุปาทานได้เช่นกันไว้   ดังนั้นเมื่อนำมาโยนิโสมนสิการโดยแยบคาย ก็จะพบความจริงเป็นอย่างยิ่งใน

       ๑. ความตั้งขึ้น หรือการเกิดขึ้นของอุเบกขาเวทนา เป็นกระบวนธรรมของชีวิตจึงย่อมต้องเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา  อันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยเมื่อเกิดการผัสสะกับอารมณ์ต่างๆที่ต้องเกิดเวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นเป็นธรรมดา  และอุเบกขาเวทนานี้เกิดขึ้นแทบทุกๆขณะจิตมากกว่าเวทนาใดๆ จึงควรไม่ประมาท และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เพราะเป็นความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ อันเคยชินยิ่งดั่งการนุ่งผ้า จึงไม่รู้สึกตัว  จึงกล่าวได้ว่าเป็นการกระทบ(ผัสสะ)อันแผ่วเบายิ่ง  และเกิดเป็นประจำในชีวิตประจำวันมากที่สุด  จนสั่งสมเป็นความเคยชินเป็นอย่างยิ่ง  และยิ่งด้วยอวิชชา จึงไม่เคยสังเกตุพิจารณาโดยแยบคายจึงไม่เคยเห็นความรู้สึกรับรู้ในอทุกขมสุขที่เกิดขึ้นนั้นๆ  จึงต้องใช้ปัญญาเข้ามาช่วยให้รู้เห็นในการเกิด ดับ คุณ โทษ และการสลัดออก

        ๒. ความดับไป  เมื่อสิ่งทั้งหลายที่หมายถึงสังขารทั้งปวง อันย่อมครอบคลุมถึงเวทนาทั้งปวงด้วย  เมื่อมีการเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยจึงต้องดับไปเป็นธรรมดา   สิ่งทั้งหลายนั้นย่อมดำรงคงอยู่ได้ในขณะหนึ่งหรือระยะเวลาหนึ่งๆเพราะเหตุปัจจัยนั้นยังคงปรุงแต่งกันอยู่  แต่เมื่อเหตุปัจจัยที่มาปรุงแต่งหมดไป หรือแปรปรวนเสื่อมสลายดับสูญไป  สิ่งคือผลที่เกิดขึ้นและที่ตั้งอยู่ก็ย่อมต้องดับไปหรือเสื่อมสลายตามไปด้วยเป็นธรรมดาเป็นไปตามเหตุ กล่าวคือ เป็นไปตามธรรมที่ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา,  จึงสักแต่ว่า เป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา หรือตถตา จึงไม่ควรไปยึดหรืออยากด้วยกิเลสหรือตัณหา ก็เพราะการที่คงอยู่ไม่ได้ มีอาการแปรปรวนและต้องดับไปในที่สุดนั่นเอง จึงย่อมต้องผิดหวังด้วยการกับไปเป็นที่สุดนั่นเอง  อีกทั้งยังให้เกิดการโหยไห้อาลัยหาในสุขทุกข์เหล่านั้นในภายหน้าโดยไม่รู้ตัว,   เมื่อไม่เห็นการเกิด ย่อมไม่เห็นการดับไป จนเกิดปัญญาว่า จริงๆแล้วมีการเกิดดับอยู่เกือบตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย หรือการผัสสะ  จึงย่อมขาดความสำรวมสังวรระมัดระวังโดยไม่รู้ตัวเป็นธรรมดานั่นเอง

        ๓. คุณ   เพราะเฉยๆ จึงเป็นคุณ คือย่อมไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกรับรู้ในการผัสสะเป็นทุกข์หรือทุกขเวทนาใดๆ  จึงย่อมไม่เป็นทุกข์ ไม่เร่าร้อน ไม่เผาลน ไม่กระวนกระวาย  จึงจัดว่าเป็นคุณ ให้ความสงบ ไม่กระวนกระวายเร่าร้อนในระดับหนึ่งหรือในระดับทางโลก ในขั้นแรก

        ๔.โทษ   ด้วยคุณดังข้างต้นแต่ด้วยอวิชชา เนื่องจากอุเบกขาเวทนาเป็นอาการของจิตที่เกิดบ่อยที่สุดในชีวิตประจําวัน  เพราะย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดามื่อเหล่าอายตนะไปผัสสะกับอารมณ์ต่างๆที่ไม่สุขไม่ทุกข์ จึงย่อมเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน  และเพราะความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆ เปล่าๆดังที่กล่าว  จึงก่อให้เกิดความประมาทด้วยไม่รู้และโดยไม่รู้ตัว  จึงขาดความใส่ใจและประมาทในสิ่งนั้นๆ   จึงมักเกิดการปล่อยกายปล่อยใจไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านออกไป เพราะอวิชชาไม่เห็นในโทษหรือไม่รู้ไม่เข้าใจตามความเป็นจริงของเวทนา ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาจากอทุกขมสุขนี้   เมื่อไม่ใส่ใจจึงทําให้ไม่เกิดวิชชา(ความรู้ความเข้าใจ)ขึ้น,  และเนื่องจากความรู้สึกเฉยๆหรือความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์นี้เองจึงทําให้ไม่เห็นหรือไม่มีความรู้สึกที่ชัดแจ้งเหมือนสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วความรู้สึกสัมผัสหรือรับรู้ความรู้สึกได้เด่นชัด  และยิ่งด้วยอวิชชาความไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงเสริมไปด้วยเข้าใจผิดกันโดยนัยๆด้วยว่า ไม่มีโทษไม่มีภัยใดๆ  ดังนั้นจึงประมาท ขาดความระมัดระวัง จึงมักปล่อยใจปล่อยกายไปฟุ้งซ่านหรือปรุงแต่งต่างๆนาๆในอารมณ์ที่ผัสสะนั้น   จนเกิดเป็นความเคยชินสั่งสมยิ่งในการปรุงแต่งในอทุกขมสุขเวทนา  เพราะไม่รู้ตามความเป็นจริงว่าจะทําให้เกิดทุกข์ได้  จนเป็นนิสัยที่นอนเนื่องในสันดานอีกด้วย(อวิชชานุสัย) จึงกระทำเป็นประจำสม่ำเสมอๆ จนควบคุมบังคับไม่ได้

       ๕. การสลัดออกแห่งอทุขมสุขเวทนานั้น  เนื่องจากอทุกขมสุขเป็นกระบวนธรรมหรือธรรมชาติในการดำรงชีวิตอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง และเกิดอยู่แทบตลอดเวลา และมีโทษดังที่กล่าว จึงต้องสลัดออก ที่มีความหมายว่า แม้ยังคงเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ปฏิบัติเพื่อการสลัดออกเยี่ยงไร(ด้วยวิชชาอย่างไร)จึงไม่ก่อคือกลับกลายไปเป็นทุกข์โทษภัย  จึงหมายถึงการมีสติปัญญา คือระลึกรู้เท่าทันอุเบกขาเวทนาที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ฟุ้งซ่านปรุงแต่งสืบต่อไป  กล่าวคือไม่คิดนึกปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านต่างๆนาๆให้เกิดการผัสสะเป็นผลสืบเนื่องจนกลายเป็นทุกข์อุปาทานอันแสนเร่าร้อนต่อไป  หรือการอุเบกขาในโพชฌงค์เสียนั่นเอง

   อนึ่งมีความเข้าใจผิดกันมากระหว่างอทุกขมสุขเวทนาที่บางทีก็เรียกว่าอุเบกขาเวทนา ที่หมายถึงความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆ   กับอุเบกขาในโพชฌงค์ องค์สำคัญในการตรัสรู้หรือปฏิบัติ   ไปเข้าใจผิดว่าเป็นธรรมหรือเป็นสิ่งเดียวกัน   อุเบกขาเวทนาเป็นการเกิดขึ้นจากการผัสสะอันย่อมต้องเกิดขึ้นเป็นธรรมดาของชีวิต จะไม่ให้มี ไม่ให้เกิด ไม่ให้เป็น ก็ไม่ได้,   ส่วนอุเบกขาในการปฏิบัติเป็นจิตสังขารอย่างหนึ่งที่ต้องสังขารขึ้นหรือมีเจตนาให้เกิดขึ้น  ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย   เพราะเมื่อรู้สึกเฉยๆก็ไปเข้าใจผิดว่า เป็นการอุเบกขาเป็นกลางวางทีเฉยในโพชฌงค์เสีย  จึงพากันเข้าใจผิดไปว่า ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบปฏิบัติถูกต้องดีแล้วเสียก็มี  ตลอดจนเมื่อกระทบผัสสะกับสิ่งใดเป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นก็กดข่ม คือพยายามหรืออยากให้เป็นอุเบกขาเวทนา ด้วยเข้าใจผิดว่าต้องเฉยๆ จึงจะถูกต้อง

       ลองพิจารณาให้เห็นอทุกขมสุขอย่างชัดแจ้งขึ้น   ดังท่านออกไปนอกบ้าน  เมื่อใดที่ตาของท่านกระทบเพื่อนสนิทมิตรสหาย ขณะนั้นก็เกิดสุขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา   เมื่อตากระทบกับผู้ที่เกลียดหรือชังก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นเป็นธรรมดา   ในขณะที่ตากระทบกับบุคคลอื่นๆรอบข้างจำนวนอีกมากมายเป็นร้อยเป็นพัน ซึ่งมิได้มีสัญญา(จำ)หรืออาสวะกิเลสใดๆในบุคคลเหล่านั้น  ย่อมหมายถึงในขณะจิตนั้นนั่นเอง ท่านได้เกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้นแล้วเป็นร้อยเป็นพันเช่นกันเป็นธรรมดา  เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆในบุคคลอื่นๆรอบข้าง ไม่ใช่ว่าไม่มีเวทนาเกิดขึ้น  มีเวทนาเกิดขึ้นเช่นกัน แต่เป็นแบบเฉยๆหรืออทุกขมสุขเวทนานั่นเอง จะเห็นว่าถ้าจำแนกเป็นความถี่บ่อยในการเกิดขึ้นแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้งเป็นที่สุด เพียงแต่ว่าไม่รู้ตัวด้วยอวิชชา และเพราะความแผ่วเบาหรือไม่เด่นชัดของความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั่นเอง ตลอดจนความเคยชินที่ได้สั่งสมในการดำเนินชีวิตอย่างอวิชชามาช้านานนั่นเอง  แล้วลองโยนิโสมนสิการดูต่อไปว่า อทุกขมสุขที่เกิดขึ้นนั้น ไม่เป็นทุกข์โทษภัยในขณะแรกที่เกิด ก็จริงอยู่ แต่เพราะความไม่รู้หรืออวิชชา หรือโมหะ จึงมักปล่อยกายใจไปคิดนึกปรุงแต่ง หรือฟุ้งซ่านต่อไป ดังเช่น ตาไปกระทบรูป เช่น สิ่งของที่แม้จะมีความสวยงามก็จริงอยู่ แต่ก็ยังเป็นเพียงอทุกขมสุขเวทนาแต่มีอามิส  แต่เมื่อไม่รู้จึงไม่ระมัดระวัง จึงไปฟุ้งซ่าน ไปปรุงแต่งใดๆเข้า..สวยจริงๆหนอ, น่าเอาไปตั้งในบ้านตรงนี้คงสวย, ใส่อันนี้แล้วคงงาม ต่างๆเหล่านี้เป็นต้น  อทุกขมสุขอันแลดูราวกับว่าไม่มีโทษไม่มีภัยเหล่านั้น  จึงอาจแปรปรวนกลับกลายเป็นโทษเป็นภัย ก่อเป็นอุปาทานทุกข์ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวในที่สุด

รูป(ธรรมารมณ์) + ใจ + มโนวิญญูาณขันธ์  anired06_next.gif เวทนาขันธ์

มโนกรรม                  กระบวนธรรมของขันธ์ทั้ง ๕                    

สังขารขันธ์(เกิดมโนกรรมขึ้น)                         สัญญาขันธ์

วงจรแสดงขันธ์ทั้ง๕ ที่วนเวียนปรุงแต่ง

จนอาจเกิดตัณหาขึ้นต่อเวทนาขันธ์ใดๆขึ้น

อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท

        กล่าวดังข้างต้น อาจมองไม่เห็นชัดนัก  ลองพิจารณาจากเรื่องเพศ  บางครั้งเกิดธรรมารมณ์คิดนึกผุดเรื่องเพศขึ้นมาเฉยๆ  คำว่าเฉยนี้หมายถึงคิดนึกผุดลอยขึ้นมาในขณะแรก แม้เป็นเรื่องเพศแต่ก็ไม่ได้ก่อให้เป็นสุขเวทนาหรือมีความรู้สึกต่ออารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอย่างจริงจัง  กล่าวคือแรกๆคิดอาจเป็นสุขเวทนาแต่เป็นแบบแผ่วเบา หรืออาจเฉยๆเป็นอทุกขมสุขเวทนาแต่ย่อมมีอามิสหรือกิเลสในอารมณ์เหล่านั้นแฝงอยู่(เวทนามีอามิส ดังที่กล่าวในสติปัฏฐาน ๔)  แต่ขาดสติและปัญญา จึงเผลอจิตไปฟุ้งซ่านคิดนึกปรุงแต่งเรื่อยเปื่อย เช่น คิดฟุ้งซ่านถึงคนนี้ คนนั้น  คิดถึงแบบนี้  แบบนั้น  คิดระลึกไปในอดีตเรื่องเพศ ฯ. ในที่สุดจึงเกิดตัณหาขึ้นจากเวทนานั้นๆขึ้นเป็นที่สุด จนเร่าร้อนเผาลน

        มนุษย์เราเคยชินอย่างยิ่งดุจดั่งอุเบกขาเวทนาต่อการนุ่งห่มเสื้อผ้า กล่าวคือ เกิดอาการที่กายกระทบโผฏฐัพพะกับเสื้อผ้าที่นุ่งห่มจนเคยชินอย่างยิ่งจนเป็นอุเบกขาเวทนา  การใส่เสื้อผ้าจึงไม่ก่อความรู้สึกผิดปกติใดๆ  แต่ยามที่ถอดเสื้อผ้าอันเป็นการไม่ปรุงแต่งใดๆ  กลับรู้โหวงเหวง  นั่นก็ด้วยความเคยชินอย่างยิ่งจนเป็นอทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา  ตามปกติจึงแผ่วเบาจนสังเกตุไม่เห็นความรู้สึกใดๆที่เกิดจากการผัสสะกับเหล่าเสื้อผ้านั้นๆเลย ยกเว้นเมื่อมีสติระลึกรู้ตั้งใจสังเกตุ   และถ้าเผลอจิตไปปรุงแต่งในอุเบกขาเวทนาเหล่านั้นเข้าก็จะเกิดตัณหาจึงเป็นทุกข์หรือสุขขึ้นได้ในที่สุด ดังเมื่อปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปว่า เสื้อที่สวมใส่สวยหรือไม่สวย ถูกใจ ชอบใจ ไม่ถูกใจ ควรแบบนั้น ควรแบบนี้ ฯลฯ.

        ขอให้สังเกตุ และพิจารณาโดยแยบคาย  จะพบว่าทุกข์อุปาทานทั้งหลาย  เกิดขึ้นมาจากอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาเป็นส่วนใหญ่ทีเดียวด้วยอวิชชานุสัย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอทุกขมสุขเวทนาชนิดมีอามิส  หรือก็คือในองค์ธรรมเวทนา ในปฏิจจสมุปบาทธรรมนั่นเองที่เป็นเวทนามีอามิสอยู่ในที อันเนื่องมาจากอาสวะกิเลส(สัญญาอย่างหนึ่ง)ที่แฝงมา

        ถ้าเราพิจารณาโดยละเอียดตามความเป็นจริงหรือโยนิโสมนสิการจักเห็นได้ว่าอทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนา หรือเฉยๆ เป็นตัวการต้นเหตุก่อให้เกิดความทุกข์อย่างมากมายในชีวิตทีเดียวเพราะความไม่รู้(อวิชชา) เพราะความรู้สึกเฉยๆหรือความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ จึงไม่เห็นหรือมีความรู้สึกที่ชัดแจ้งเหมือนสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น  ดังนั้นจึงมักปล่อยใจปล่อยกายไปคิดนึกปรุงแต่งโดยไม่รู้ตัว(สติ)และด้วยความเข้าใจว่าไม่มีโทษไม่มีภัย จึงมักเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาซึ่งนอนเนื่องแอบแฝงอยู่ เกิดขึ้นต่อเวทนาของเหล่าความคิดนึกปรุงแต่งต่างๆนาๆนั้น  โดยตัณหานั้นอาจเกิดจากเวทนาของการคิดนึกปรุงแต่งเรื่อยเปื่อยต่างๆนาๆเรื่องใดครั้งหนึ่งก็ได้ จนกลายเป็นทุกข์ในที่สุด,  และเพราะอวิชชานี่เองจึงวนเวียนปรุงแต่งต่างๆนาๆในอทุกขมสุขที่เกิดขึ้นในชีวิตจนเป็นสังขาร(ในปฏิจจสมุปบาท)ที่เกิดจากการสั่งสมอบรมประพฤติปฏิบัติ,   หรือเกิดอวิชชานุสัยขึ้นนั่นเอง

       ถ้าพิจารณาในรูปของกระบวนจิต ในกรณีอทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา  โดยทั่วไปความคิดนึกหรือขันธ์ ๕ ที่เกิดนั้นจะอยู่ในรูปขันธ์ ๕ ธรรมชาติอันไม่เป็นทุกข์  แต่แล้วเกิดการฟุ้งซ่านหรือคิดปรุงแต่งอยู่เสมอๆจากมโนกรรม   แต่แล้วเวทนาใดเวทนาหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการฟุ้งซ่าน,คิดนึกปรุงแต่งต่างๆนั้น  เป็นปัจจัยให้กิดตัณหาขึ้น  มักเกิดขึ้นอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป อย่างไม่รู้ตัว เพราะวนเวียนคิดนึกปรุงแต่งนั่นเอง   จนกลายเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ อันเป็นทุกข์ในที่สุดโดยไม่รู้ตัว

แสดง อวิชชานุสัย แบบอื่นๆ

        อวิชชานุสัย อันก่อให้เกิดการประพฤติ,การปฏิบัติ อันอาจก่อโทษได้ในภายหลังเนื่องจากความไม่รู้ตามความเป็นจริงในสภาวะธรรมหรือสิ่งนั้นๆ ดังเช่นตัวอย่างที่เห็นง่ายๆในกรณีเด็กๆ ผู้ใหญ่จะตักเตือนเด็กๆเรื่องเล่นไฟ,อาวุธปืน หรือมีดว่าอันตราย เด็กก็รับทราบเฉยๆโดยไม่รู้ตามความเป็นจริงว่ามีอันตราย สังเกตุได้จากเด็กจะเล่นแบบหลบๆซ่อนๆ แต่ความที่ไม่รู้ไม่เข้าใจในโทษตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นอย่างแท้จริง เด็กแทบทุกคนจะแอบเล่นทันที ที่มีโอกาสอํานวย จนถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือเห็นโทษในสิ่งนั้นเช่นถูกไฟลวก เด็กจะเรียนรู้และระมัดระวังในสิ่งนั้นๆทันที  เป็นสัญญาจําได้และรู้ในโทษของสิ่งนั้นตามความเป็นจริง และจะเกิดความระมัดระวังในสิ่งนั้นในคราวต่อๆไป อันนี้เป็นผลของอวิชชานุสัยเช่นกันที่เมื่อแยกแยะแล้วจักพอเห็นโทษได้ชัดเจนขึ้น

        อย่างในนักปฏิบัติก็เช่นเดียวกันมักเกิดอวิชชานุสัย อันยังให้เกิดกิเลสตัณหาเนื่องจากความไม่รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งมองไม่ค่อยเห็น เช่นเห็นของสวยพยายามกดข่มว่าไม่สวย อยากในสิ่งใดก็สร้างตัณหาความไม่อยากมาต่อสู้, กดข่ม ดังตัวอย่างเรื่องอาหารที่ได้กล่าวไปแล้วในบทท้ายอริยสัจ ซึ่งเป็นเพราะความไม่รู้แจ้งว่าก่อตัณหาอีกตัวหนึ่งขึ้นมา

         มีอาหารของโปรดอันโอชะมาวางตรงหน้า เกิดเหตุปัจจัยอันมี อาหารนั้นเกิดอวิชชาสัมผัสอันเนื่องมาจากตา, จมูก และใจ ที่ไปสัมผัสรู้ เกิดเวทนา อันอาจยังให้เกิดสังขารขันธ์ขนิดตัณหาความอยากในอาหารนั้น  ถ้าเราไม่รีบเบี่ยงเบนอย่างฉับไว หรืออุเบกขา เช่นลุกเดินออกไป หรือเบี่ยงเบนไปในสิ่งอื่น แต่กลับนั่งดู, นั่งจ้อง, นั่งพิจารณา เพื่อต่อสู้กับตัณหาความอยากในทางโลกๆนั้นเป็นการผิด  เพราะจักต้องก่อตัณหาอีกตัวหนึ่งเป็นตัณหาในทางธรรมคือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)ซ่อนซ้อนอยู่ในความอยากอาหารนั้น  เป็นตัณหาซ้อนตัณหาหรือโมหะ(ความหลง)นั่นเอง  ที่เราปุถุชนพากันหลงอยู่เป็นประจํา  กล่าวคือจิตหลง หลงทางจนไม่รู้ว่าต้องการหรือจัดการอย่างไรกันแน่.   ซึ่งเราในที่สุดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สิ้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน  กล่าวคือถ้าตัณหาแรกคือความอยาก(ภวตัณหา)ในอาหารชนะลงมือกิน ก็คือการพ่ายแพ้แก่ตัณหา(ภวตัณหา)ความอยากอาหารนั้นในที่สุด,   แต่ถ้าตัณหาในธรรมคือความไม่อยาก(วิภวตัณหา)เป็นฝ่ายชนะ ไม่กินอาหารนั้น ก็คือการพ่ายแพ้แก่ตัณหา(วิภวตัณหา)ในทางธรรมนั้นเช่นกัน   จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แน่นอนแก่ตัณหาฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง   เมื่อตัณหาเกิดทุกข์อุปาทานย่อมบังเกิดอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงต้องรู้ตามความเป็นจริง และให้ " ละ " การผัสสะกันโดยเร็วเท่าที่สติรู้ทันทันที  อย่าไปคิดสู้รบปรบมือ ต่อล้อต่อเถียง เปิดโอกาสให้จิตคิดปรุงแต่ง ไม่ว่ากับตัณหาฝ่ายใด กล่าวคืออุเบกขา วางทีเฉยอยู่ ด้วยเจตนาด้วยการไม่เอนเอียงไปปรุงแต่ง ไม่ว่าดีหรือชั่ว คือ ดีก็ไม่ ชั่วก็ไม่, แม้แต่เราถูกก็ไม่ เขาผิดก็ไม่,   ให้ "นําออก" คือ "ละ" การผัสสะเสียโดยเร็ว,   ตลอดจนมีสติระมัดระวัง ตัณหาแม้ในธรรม หรือ "กุศลตัณหา" ที่แม้เป็นกุศลแต่เมื่อประกอบด้วยตัณหาแล้วก็จะทำให้เกิดทุกข์อุปาทานได้เช่นกัน ที่อาจจักบังเกิดขึ้นในทุกกรณี    นี้เป็นเพียงตัวอย่างพื้นๆ เพียงเพื่อแจงให้เห็นการทํางานของตัณหาอันละเอียดอ่อนซ่อนเงื่อน  จักได้ระมัดระวังป้องกันตัณหาอันยังให้เกิดทุกข์ในชีวิตจริงๆ

  การ ละ นี้จึงไม่ใช่การอยากพยายามไปละ เวทนาหรือสังขารขันธ์ต่างๆที่ย่อมเกิดขึ้นเป็นไปตามธรรมคือเหตุปัจจัย  แต่หมายถึงการละในสิ่งที่จะเป็นเหตุต่างๆที่ทำให้เกิดการสืบเนื่องต่อไปอีก

        ในกรณีของ กิจอันพึงกระทําในอริยสัจ๔ คือทุกข์ให้รู้  สมุทัยให้ละ ก็เฉกเช่นกัน  ทุกข์ให้รู้นั้นให้รู้ตามความเป็นจริงในคุณโทษของสภาวะของสิ่งนั้นๆ  ไม่ละโดยสร้างตัณหามาซ้อนตัณหาอันคือความหลงหรือโมหะนั่นเอง, ไม่กดข่มไว้ หรือการละทันทีโดยไม่รู้ไม่เข้าใจอันเป็นอวิชชานุสัยเช่นกัน   ดังนั้นจึงจักต้องรู้ในทุกข์นั้นอย่างถูกต้อง อย่าปล่อยให้เป็นอวิชชานุสัย แล้วจากนั้นให้ละทันทีและฉับไวที่สุดเท่าที่กําลังของสติและปัญญาของเราจักทําได้หรือรู้ทัน อย่าสร้างเงื่อนไขใดๆไปต่อรอง จึงจักถูกต้อง,  ละ นี้มิได้หมายถึงหนีปัญหา แต่เป็นการสู้ด้วยปัญญาและสติ ด้วยเหตุที่รู้อย่างแจ่มแจ้งว่า  สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดเวทนาจากสังขารความคิดนึกต่างๆขึ้น อันอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา จึงยังให้เกิดทุกข์

         ละ นั้นก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องเช่นกันคือละตัณหาความอยากหรือไม่อยากในเรื่องนั้นๆคือละเหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ไม่ใช่ละกิจหรือหน้าที่อันพึงกระทํา เช่นการแก้ไขปัญหานั้นๆ  เพียงแต่พยายามละตัณหาอันมักแอบแฝงมากับเวทนาของความคิดแก้ปัญหานั้นๆโดยใช้สติ รู้เท่าทันเวทนาหรือตัณหา ดังเช่นถ้าเราทั้งหิวข้าวอยากทานข้าวเป็นขันธ์ ๕ ปกติเป็นทุกขเวทนาทางกายตามธรรมชาติ แต่ก็อาจมีตัณหาความอยากทานอะไรเป็นพิเศษแฝงมาด้วย เมื่อเราจะทานข้าวปรากฏว่ามีอาหารของโปรดด้วยเราจะทํากิจของสมุทัยคือละ ไม่กินอาหารนั้นเลยหรือ เพราะรู้ว่ามีความอยาก ไม่ใช่แน่นอน เราต้องรู้ตามความเป็นจริงในคุณโทษของสิ่งนั้นๆ เราต้องกินอาหารนั้นอันเป็นกิจที่พึงกระทํา เนื่องจากร่างกายมีความหิวต้องการอาหารนั้น สิ่งที่เราควรละคือตัณหาความอยากในอาหารนั้นโดยสติ จึงจักควรกินอาหารนั้นโดยมีสติรู้เท่าทัน อร่อยก็อร่อยตามรสชาติของอาหารและสัญญาจําของเราเองตามความเป็นจริง ไม่ไปฝืนว่ามันไม่อร่อย แต่อย่าอยากหรือยึดติดหรือเพลินกับความอร่อยจนลืมความพอดีหรือขาดสติ   อย่าเผลอจิตไปปรุงแต่งจนเกิดทุกข์เพราะความอยากกินนั่น อยากกินนี่  จึงตัองเป็นทุกข์เพราะการแสวงหา

        ตัวอย่างในทางโลกๆเช่น

        เราโกรธเพื่อนหรือลูกน้อง เราเคยสังเกตุหรือไม่ว่าเขาเจตนาหรือมีเหตุผลเยี่ยงไร เราจะโกรธทันทีที่เขากระทบความพึงพอใจในตนของตน ความเชื่อ หรือศรัทธาของตน โดยไม่เคยสังเกตุหรือ "รู้" ตามความเป็นจริงอันสําคัญยิ่ง ต่อจากนั้นเราจักคิดนึกปรุงแต่งอันเป็นอุปาทานขันธ์ทั้งสิ้น  ลูกน้องหรือเพื่อนเตือนอาจมีเหตุผลหรือเจตนาดีแฝงอยู่ก็ได้ แต่เราโกรธเสียแล้ว  ย่อมปิดกั้นการรับรู้ตามความเป็นจริงเสีย เช่นใช้ลูกน้องไปทําอะไรสักอย่าง หายไปนานมากๆเราจะมีความโกรธกรุ่นขึ้นมาก่อนที่ลูกน้องจะกลับมารายงานเสียแล้ว เขาอาจมีเหตุผลที่สมควรก็ได้เช่นเกิดอุบัติเหตุ แต่พอกลับมาเรามักจะต่อว่าก่อนแล้วค่อยรับฟังแต่เป็นการรับฟังภายใต้อิทธิพลของอุปาทานเราเองที่ครอบงําอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นกิจอันพึงกระทําในอริยสัจเรื่องทุกข์ให้รู้ ต้องรู้ว่าเป็นอุปาทานขันธ์และรู้ตามความเป็นจริง จึงจักถูกต้อง ไม่ใช่รู้จากการปรุงแต่ง, ฟุ้งซ่านของเราเอง อันเป็นอวิชชา

        ทุกข์ เกิดแต่เหตุปัจจัยจากความไม่รู้เห็นตามความเป็นจริงในคุณโทษของสภาวะนั้นๆ และเกิดแต่สิ่งที่ได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว(สังขารวิบาก)อันไม่สามารถกลับกลายเปลี่ยนแปลงได้อีกแล้ว เมื่อมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์มักจะเกิดความรู้สึกอยากให้ทุกข์นั้นมันหมดสิ้นไปดังใจหวัง เมื่อไม่สามารถปฏิบัติได้เพราะขาดความรู้ความเข้าใจในตอนแรกๆ ก็หมดกําลังใจหรือความหวัง เลิกศึกษาปฏิบัติไปเลยเหตุเพราะตั้งความหวังไว้สูง และไม่มีความเพียรหรือสัมมาวายามะเพียงพอ

โลภ โกรธ หลง ในมุมมองแบบปฏิจจสมุปบาท

อาการโลภ โกรธ หลง ถ้าเรามองจากกระบวนการปฏิจจสมุปบาท เราจักมองเห็นได้ว่าเกิดขึ้นจากตัณหาคือ ความอยาก, ความไม่อยาก แต่ทําให้เกิดได้ ๓ อาการ

        โลภ-โลภะ  หรือ ราคะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า เกิดจากตัณหาความทะยานอยากในสิ่งใดๆ ตามเวทนาหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นอันมักเป็นสุขเวทนาแล้วจิตจักมีอาการทะยานออกไปยึดไปอยาก อยากให้ได้ อยากให้มี อยากให้เป็น อยากให้เกิด ตามเวทนาหรืออารมณ์นั้นๆ จิตจักเกิดอุปาทานความพึงพอใจที่จะให้ได้สิ่งนั้นๆตาม ตัณหาทะยานอยาก เมื่อไม่ได้สนองอุปาทานดังใจภพหรือสภาวะที่เกิดก็จักเกิดเป็นความโลภ หรือราคะ ถ้าได้สมปรารถนาอุปาทานได้รับการตอบสนองก็จักเกิดความสุขแบบโลกๆอันยังให้เกิดทุกข์ในภายหลัง

        โกรธ-โทสะ มีโทษมาก แต่คลายเร็ว มักเกิดจากตัณหาความไม่อยากในสิ่งใดๆ ตามเวทนาหรืออารมณ์ที่เกิดขึ้นอันมักเป็นทุกขเวทนา ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้มี ไม่อยากให้เป็น จิตจักมีอาการทะยานออกไปผลักไสต่อต้าน รวมถึงต่อสู้ ต่อสิ่งนั้นๆหรืออารมณ์นั้นๆ จิตจักเกิดอุปาทานชนิดที่ความพึงพอใจไม่ได้รับการตอบสนองตามความพึงพอใจของตน ภพหรือสภาวะที่เกิดจึงเป็นความขัดข้อง, ขุ่นเคือง หรือปฏิฆะ อันยังให้เกิดอาการไม่พอใจต่างๆนาๆ(อุปาทานขันธ์๕) เช่นตั้งแต่ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ไปจนโกรธ เกรี้ยวกราด ทําร้ายอันแสดงออกถึงความไม่ชอบ ไม่อยากให้เกิด ไม่อยากให้เป็น ไม่อยากให้มี

         หลง-โมหะ เป็นอาการที่ละเอียดซับซ้อนที่สุดใน ๓ อาการนี้ มีโทษมากและคลายช้าด้วย และมักเกิดอยู่เสมอๆโดยไม่รู้ตัว เป็นขบวนการที่มีต้นกําเนิดพอที่จะจําแนกออกเป็น ๒ ลักษณะ

        ๑. เกิดจากอวิชชา คือความไม่รู้ตามความเป็นจริงในสภาวะธรรมหรือสิ่งนั้น หรือเกิดจากอวิชชานุสัย(กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานเพราะไม่รู้ตามความเป็นจริง)นั่นเอง อันทําให้เกิดความหลง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ครอบคลุมทั้งโลภะและโทสะ อันล้วนเป็นสังขารขันธ์ในขันธ์๕

        ๒. เกิดจากตัณหาเองโดยตรง มีเกิดซํ้าๆซ้อนๆ หรือสลับสับเปลี่ยนกัน ดังเช่น

        เกิดภวตัณหาซ้อนภวตัณหา หรือความอยากซ้อนอยาก ดังเช่นอยากได้รถไว้ใช้งานสักคัน จะมีตัณหาซ้อนเพิ่มขึ้นอีก ว่าน่าจะเป็นรถดีๆแพงๆจะได้โก้ๆหน่อยกลายเป็นความหลง ตัดสินใจไม่ถูก ต้องซื้อรถดีๆ ถูกใจ สวยๆ หรือเอาประโยชน์สูงสุดไว้ใช้งาน

        เกิดจาก วิภวตัณหา สลับกับ วิภวตัณหา หรือความไม่อยากซ้อนหรือสลับกับความไม่อยาก

        และอาจเกิดทั้ง๒ คือทั้งความอยากและความไม่อยากก็ได้ อันมีทั้งตัณหาความไม่อยาก ซ้อนหรือสลับสับเปลี่ยนกับ ตัณหาความอยากในสิ่งๆเดียวกันตามที่ได้กล่าวมาแล้วหลายๆครั้ง  ดังตัวอย่างในเรื่องอาหาร

        ตลอดจนตัณหาความไม่อยาก สลับกับ ตัณหาความอยาก ก็เป็นเฉกเช่นกันดังตัวอย่างเมื่อมีทุกขเวทนาหรือความทุกข์ ในสิ่งใดๆขึ้นมาในขั้นแรกจักเกิดตัณหาความไม่อยากให้เกิด, ให้เป็น จิตจักทะยานออกไปผลักไส ต่อต้านหรือ ต่อสู้ ต่อทุกขเวทนาหรือความทุกข์นั้นๆทันทีเป็นปกติวิสัย ขณะที่ผลักไสต่อสู้อยู่นั้น จักมีจิตหนึ่งที่แวบออกไปคิดปรุงแต่งสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นความอยากที่จักไปใช้ดับหรือแก้ไขอันเนื่องกับทุกขเวทนาหรือทุกข์นั้นๆ เช่น เป็นทุกข์จากการขาดทรัพย์ ขาดเงิน ขณะที่เป็นทุกข์อยู่ในเรื่องขาดเงินไม่อยากให้มันเกิด ไม่อยากให้มันเป็นกับเรา  อีกขณะจิตหนึ่งจักไปคิดนึกปรุงแต่งความอยากได้เงินมาแก้ทุกข์นั้น เช่น ถูกหวยซักงวดจะได้แก้จน แก้ปัญหา หมดทุกข์ หมดโศก ถ้าสังเกตุดีๆจักเห็นอาการเหล่านี้สลับซับซ้อนกันในจิตเป็นอาการที่จิตมีตัณหาเกิดขึ้นซํ้าซ้อนกันจนแยกแทบไม่ออก มีทั้งความไม่อยาก มีทั้งความอยากในสิ่งที่เนื่องเกี่ยวพันกัน อันยังให้เกิดอุปาทานมีทั้งความพึงพอใจและไม่พึงพอใจแปรปรวน ไปตามตัณหาที่แปรปรวน เกิดเป็นกามภพ ชนิดความหลงหรือโมหะนั่นเอง ทําให้ผู้ติดอยู่ในบ่วงจักจําแนกแยกทุกข์นั้นไม่เห็นชัดเจนอันทําให้เกิดความหลง เหมือนคนหลงทางไม่รู้จะไปซ้ายหรือไปขวาดี, ดังนั้นเมื่อไม่รู้ตามความเป็นจริง จึงยังให้เกิดราคะความอยากทางโลกๆหรือปฏิฆะความขุ่นข้อง,ขัดเคือง แบบใดก็ได้ขึ้นอยู่กับตัณหานั้นๆปนเปแปรปรวนไปมา

ข้อคิด

        เราพึงทราบกันแล้วว่า ขันธ์ทั้ง๕ ที่ประกอบเป็นตัวเป็นตนของมนุษย์นั้น นอกจากประกอบกันแล้วยังต้องทํางานประสานสอดคล้องกันด้วยจึงยังความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ไม่บกพร่อง

        ตลอดจนทราบปฏิจจสมุปบาท ว่าตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน อันทําให้เกิดอุปาทานทุกข์ที่พระพุทธองค์ทรงหมายให้ดับไป

        ดังนั้นในการดําเนินชีวิต ขันธ์๕ก็จักต้องดําเนินไปตามปกติของมนุษย์ เพียงแต่เพียรพยายามมสติ หรือรู้เท่าทันเวทนา อันจักทําให้สังขารขันธ์(จิตสังขาร-มโนสังขาร)อันจักเกิดขึ้นเบาบางลง

        และมีสติรู้เท่าทันจิตหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นแล้ว อันคือจิตตานุปัสสนาในสติปัฏฐานอันได้แก่ ความคิดหรือจิตในรูปแบบต่างๆอันได้แก่โลภ โกรธหลง หดหู่ ฟุ้งซ่าน รําคาญใจ เมตตา กรุณา มุทิตา ปีติ ฯลฯ. คืออาการของจิตทั้งหลายตัวอย่างเช่นใน เจตสิก ๕๒ ยกเว้นเพียงเวทนาและสัญญาทั้ง ๕๐ ที่เหลือล้วนจัดเป็นสังขารขันธ์ชนิดจิตสังขารทั้งสิ้น,  อันจักยังต้องเกิดในปุถุชน มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นปกติวิสัย อย่าไปได้ฟุ้งซ่านรําคาญใจกับจิตสังขารคิดที่เกิดขึ้น  เพียงแต่ต้อง อย่าเกิดตัณหาจากเวทนาของความคิดนึกปรุงแต่ง  ความอยากหรือไม่อยากใดๆไปในเวทนาของสังขารปรุงแต่งหรือความคิดปรุงแต่งหรือจิตนั้นๆ   จิตนั้นก็จักสงบเงียบลงไป เพราะความคิดนึกปรุงแต่งมักมีกิเลสตัณหาแฝงมากับเวทนาด้วยอย่างไม่รู้ตัว  ซึ่งมักแอบแฝงมาในรูปความคิดเห็นต่างๆอันย่อมมีเวทนาเกิดขึ้นแต่ไม่แสดงอย่างชัดเจนว่าเกิดกิเลสตัณหาในตอนแรกๆ เมื่อรู้ตัวอีกครั้งก็ตกอยู่ในทะเลทุกข์แล้ว

ข้อคิดข้อปฏิบัติ

        สติหรือจิต(สติเป็นสังขารขันธ์ชนิดหนึ่งอันเป็นส่วนหนึ่งของนามหรือจิต)รู้เท่าทันกายสักแต่ว่ากาย รับรู้ตามความเป็นจริง ไม่เอาสมมติและความยึดมั่นต่างๆเข้าไปร่วมว่าเป็นคน เป็นตัวตน เป็นเขา เป็นเรา หรือกายของเรา

        สติ(หรือจิต) รู้เท่าทันเวทนาหรือการเสวยอารมณ์ว่าสักแต่ว่าเป็นเช่นนั้นเอง  ไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ใดๆ ให้เข้าใจความเป็นสภาวะธรรม(ชาติ)อันพึงบังเกิด พึงมีตามธรรมชาติตามหน้าที่ของเวทนา แล้วหยุดคิดนึกปรุงแต่งอันยังให้เกิดเวทนาของความคิดปรุงแต่งใหม่ขึ้นมาอีก

        สติ รู้เท่าทันตัณหา  แล้วละเสีย  โดยการหยุดคิดนึกปรุงแต่งอันยังให้เกิดเวทนาขึ้นอีกอันเป็นอาหารอันโอชะของตัณหา

        สติ รู้เท่าทันจิตคือมโนสังขารหรือจิตสังขารต่างๆ เช่น ความคิดที่เกิด, โลภ, โกรธ, หลง, หดหู่, ฟุ้งซ่าน, จิตหลุดพ้น, จิตเป็นฌาน เป็นสมาธิ  แล้วหยุดคิดนึกปรุงแต่งอันยังให้เกิดเวทนาขึ้นอีกอันเป็นอาหารอันโอชะของตัณหา

        สติ รู้เท่าทันหรือรู้ในธรรมที่บังเกิดขึ้นแก่จิต เป็นเครื่องระลึก  เครื่องรู้  เครื่องเตือนสติ

        เมื่อฝึก ก็ฝึกตามลำดับขั้นตอนก็ได้ หรือตามจริตหรือปัญญาของตนเอง   แต่การใช้งานจริงคือการใช้ในชีวิตประจำวัน  สติเห็นสิ่งใดก็ปฏิบัติในสิ่งนั้นๆ  ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติแต่ข้อใดข้อหนึ่ง  สามารถสลับสับเปลี่ยนไปมาได้  ยกเว้นเมื่อโยนิโสมนสิการหรือฝึกอยู่เท่านั้นจึงอาจอยู่กับกาย หรือเวทนา หรือจิต หรือธรรม เป็นกิจๆไป

 

อุเบกขาแบบต่างๆ

แสดงความแตกต่างของอุเบกขาเวทนา กับอุเบกขาแบบต่างๆ ที่มักพาให้สับสน

กลับหน้าเดิม

 กลับไปสารบัญ