ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน ลม ไฟน้ำ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

น้ำ ดินลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน ลม ไฟน้ำ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน ลม ไฟน้ำ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ดิน ลม ไฟน้ำ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ไฟ ดิน น้ำ ลม

น้ำ ดินลม ไฟ

ดิน ลม ไฟน้ำ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

ไฟ ดิน น้ำ ลม

น้ำ ดินลม ไฟ

ดิน น้ำ ลม ไฟ

ดิน ลม ไฟน้ำ

น้ำ ดินลม ไฟ

ไฟ ดิน น้ำ ลม

 แสดงรูปขันธ์หรือกาย ที่เกิดแต่ธาตุทั้ง ๔ มาประชุมกันในแต่ละอณูเซล

แล้วยังปรุงแต่งรวมกันเป็นกลุ่มก้อนตัวตน

         ด้วยมายาของจิต  เมื่อเห็นรูปดังนี้  ก็เกิดความเข้าใจโดยนัยว่า หมายถึงคน  ทั้งๆที่ความจริงแล้วก็คือเส้นสายอักษรนาๆ  แต่ด้วยมายาอันเกิดแต่จิต จึงทำให้ตีความหมายหรือเห็นฆนะหรือความเป็นกลุ่มก้อนของเส้นสายเหล่านี้ว่าหมายถึงคน   จึงเกิดขึ้นในกรณีของธาตุ ๔ เช่นเดียวกัน ที่เมื่อประชุมเป็นกลุ่มก้อนกันขึ้นแล้ว ก็ตกอยู่ในอำนาจมายาของจิตทันที จากการสั่งสมว่า เป็นรูปขันธ์หรือตัวตน  จึงไม่เห็นความว่าเกิดแต่เหตุปัจจัย  ไม่ใช่ตนของตน หรือไม่มีตัวตนแท้จริง  เพราะไอ้ตัวตนที่เห็นและเข้าใจผิดนั้นเป็นรูปของการรวมตัวกันหรือประชุมกันของเหตุปัจจัยเท่านั้น นั่นเอง!

 

 

กลับไปที่ รูปขันธ์ ในพระไตรลักษณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลับหน้าเดิม

กลับสารบัญ